วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

What is Windows Intune? Part 1

     สวัสดีครับทุกท่านไปเที่ยวไหนกันบ้างครับ สำหรับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาครับ ผมคิดว่าทุกท่านคงพักผ่อนและชารต์แบตกันเต็มที่นะครับ เพื่อเตรียมทำงานกัน  สำหรับบทความตอนนี้ของผมจะเป็นเรื่องราวของ Cloud Service ตัวหนึ่งของ Microsoft ที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ นั่นก็คือ "Windows Intune" ครับ รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตามได้เลยครับผม


สำหรับเรื่องที่ผมจะนำเสนอในบทความตอนนี้จะเป็นอืกเรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในหลายๆ องค์กร ที่กำลังมองหาเครื่องมือหรือโซลูชั่นในการจัดการพีซี, เซิรฟเวอร์ตลอดจนดีไวซ์ต่างๆ  หรือที่เราเรียกว่า “Mobile Device Management” หรือผมขอเรียกสั้นๆ  ว่า MDM แล้วกันครับ หรือบางทีจะเรียกว่า “Unified Device Management” ซึ่งสามารถบริหารและจัดการพีซี, เซิรฟเวอร์และดีไวซ์ต่างๆ ทั้ง On-Premise และ Cloud-Based Mobile Devices
และช่วงที่ผ่านมาผมได้โอกาสไปเป็นวิทยากรที่ไมโครซอฟท์ ซึ่งผมได้ไปพูดถึงคอนเซปของการบริหารและจัดการเครื่อง Desktop ในองค์กร  โดยคอนเซปนี้เรียกว่า “Flexible WorkStyle”  ครับ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านผู้อ่านสามารถย้อนกลับไปอ่านเรื่องนี้ได้จากบทความก่อนๆ ครับผม  ซึ่งเรื่องของ MDM ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของ Flexible WorkStyle ครับ  และเครื่องที่ใช้ในการจัดการเรื่องราวของ MDM นั้นก็คือ “Windows Intune” ครับผม  ดังนั้นผมจะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับเจ้า Windows Intune กันครับ
 
Windows Intune คืออะไร?
Windows Intune เป็น Cloud Service ที่เราสามารถสมัครและใช้บริการได้เลยครับ  และเราสามารถใช้ Windows Intune ในการบริหาร, จัดการและรวมถึงเรื่องของความปลอดภัยสำหรับเครื่อง Desktops และ Mobile Devices  และอย่างที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่นี้ครับว่า Windows Intune เป็น Cloud Service ที่สามารถทำการสมัครและใช้งานได้เลยครับ  โดยที่ไม่ต้องมีเครื่องหรือเซิรฟเวอร์ใดๆ  ติดตั้งอยู่ใน Datacenter หรือ On-Premises Infrastructure ของเราครับ  การใช้งาน Windows Intune นั้นต้องการแค่เพียง Internet Connection เท่านั้นครับ !!!!!  และนอกจากนี้แล้วด้วยความสามารถของ Windows Intune เราสามารถใข้ Windows Intune เข้าไปบริหารและจัดการเครื่องหรือดีไวซ์ต่างๆ  ไม่ว่าจะอยู่ใน Domain, Workgroup หรือในเน็คเวิรค์ใดๆ ขอเพียงแค่เครื่องหรือดีไวซ์เหล่านั้นสามารถเชื่อมต่อกับ Internet ได้เท่านั้นก็พอครับ  รูปด้านล่างเป็นหน้าตาของ Windows Intune ครับ
 



สำหรับการที่เราจะให้ Windows Intune เข้าไปบริหารและจัดการเครื่องหรือดีไวซ์นั้นได้ เราจะต้องทำการติดตั้งสิ่งที่เรียกว่า “Windows Intune Client” ลงไปก่อนครับ จากนั้น Computer Account ของเครื่องหรือดีไวซ์เหล่านั้นก็จะถูกสร้างขึ้นใน Windows Intune  สำหรับการติดตั้ง Windows Intune Client   นั้นสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้ครับ

1. Group Policy
2. Windows Intune Company Portal

สำหรับการบริหารและจัดการ Mobile Devices ของ Windows Intune จะไม่ต้องมีการติดตั้ง Windows Intune Client ครับ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับชนิดของ Mobile Devices ครับ ผมยกตัวอย่าง Mobile Devices ที่ไม่ต้องติดตั้งและตัวของ Windows Intune สามารถเข้าไปจัดการได้โดยตรงเลย เช่น Windows 8 Phone และ Windows 8 RT เป็นต้น  แต่สำหรับ Mobile Devices อื่นๆ เช่น Windows Phone 7, Android Devices นั้น Windows Intune สามารถเข้าไปจัดการได้โดยจะต้องทำงานร่วมกับ Microsoft Exchange Server 2010 Service Pack (SP1) ขึ้นไป โดยใช้ Microsoft Exchange ActiveSync ครับ

ต่อไปเรามาดูประโยชน์ต่างๆ  ที่เราจะได้รับจาก Windows Intune ครับ
1. Updates, Windows Intune จะทำการอัพเดท Updates ต่างๆ ให้กับเครื่องต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยหรือจะบอกว่านี่คือฟีเจอร์ Patch Management ของ Windows Intune ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับเครื่องหรือดีไวซ์ต่างๆ ครับ โดยที่ Updates ต่างๆ นั้นจะถูกทำผ่านทาง Windows Updates ซึ่งทางร่วมกับ Windows Intune
 

 
 
นอกจากนี้แล้ว Windows Intune ยังสามารถทำการ Deploy Updates ต่างๆ ที่ไม่ใช่ของ Microsoft ได้อีกด้วย  ท่านผู้อ่านสามารถทำ Approve Updates ต่างๆ  ได้ก่อนที่จะทำการ Deploy Updates นั้น หรือจะให้ทำการ Approve แบบอัตโนมัติก็ได้ครับ  นอกจากนี้ท่านผู้อ่านยังสามารถทำการรีวิวว่า Updates ใดบ้างที่เครื่องต้องการรวมถึงการสร้าง Report ครับ  รูปด้านล่างแสดงถึง ตัวอย่างของการกำหนดค่าต่างๆ  ใน Updates ครับ
2. Endpoint Protection, เป็น Anti-Malware ของทาง Microsoft ครับ ซึ่งจะเป็นตัวที่มาช่วยในการปกป้องเครื่องต่างๆ จากภัยคุกคามทั้งหลายครับ โดยสามารถทำ Real-Time Protection รวมถึงการ Scan ไฟล์หรือโฟลเดอร์ต่างๆ ตามเวลาที่ต้องการ ตลอดจนมีการแจ้งเตือนให้เราทราบหากมีอะไรที่น่าสงสัยเข้ามาที่เครื่องของเราครับ  Windows Intune สามารถทำการ Deploy และติดตั้ง Endpoint ให้กับเครื่องต่างๆ  ที่  Windows Intune เข้าไปจัดการได้ครับ
 
3. Software Deployment, เราสามารถใช้ Windows Intune ทำการ Deploy Software ไปยังเครื่องหรือดีไวซ์ต่างๆ  ได้ เช่น Windows, iOS และ  Andriod  นอกจากนี้ท่านผู้อ่านสามารถทำการกำหนดได้ว่าจะทำการ Deploy Software ไปที่ดีไวซ์หรือ User Groups และยังสามารถกำหนดได้อีกว่าจะทำการ Deploy แบบอัตโนมัติหรือต้องการให้ผู้ใช้งานเป็นผู้เริ่มทำการติดตั้ง
เรื่องราวของ Windows Intune ยังมีอีกเยอะนะครับ ผมขอยกยอดไปตอนต่อไปครับผม.....
 
 
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Free ebook: Microsoft System Center: Troubleshooting Configuration Manager

     สวัสดีครับทุกท่านผมมี Ebook ให้ทุกท่านได้ไปอ่านกันในช่วงหยุดปีใหม่ครับ  โดยคราวนี้จะเป็นเรื่องราวของการ Troubleshooting System Center 2012 Configuration Manager ครับ

 
 
ท่านผู้อ่านสามารถทำการ Download ได้จาก FB ของผมได้เลยครับ http://www.facebook.com/ITGeist5

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รู้จักกับแนวคิด “Flexible WorkStyle” ตอนที่ 2

    "สวัสดีครับท่านผู้อ่านและเพื่อนชาว IT Pro ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยนะครับที่บทความ Flexible WorkStyle ตอนที่ 2 นั้นมาช้าไปหน่อย  เนื่องด้วยตัวผมต้องเตรียมงานหลายๆ  อย่างครับรวมถึงงานสอนด้วยครับ  ขอบคุณสำหรับหลายๆ ท่านที่เมล์มาเตือนให้ผมเขียนตอนต่อมาของ Flexible WorkStyle   เพราะมีหลายๆ  ท่านไม่ได้เข้าไปฟังเรื่องนี้ตอนที่ผมไปเป็นวิทยากรที่ Microsoft ครับ  เอาล่ะครับเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาดูกันต่อครับกับเรื่องราวของ Flexible WorkStyle ครับ"


Flexible WorkStyle คืออะไร?
อย่างที่อธิบายไว้ในตอนต้นครับว่า เป็นแนวคิดหรือ Framework ที่ทางไมโครซอฟท์ได้ออกแบบมาให้ลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยองค์กรในการวางแผนการบริหารและจัดการเครื่อง Desktops ในองค์กรให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ  นอกจากนี้แล้ว Flexible WorkStyle ยังประกอบด้วย Products และเครื่องมือต่างๆ  อีกมากมายครับ  สิ่งแรกที่จะต้องทำสำหรับการที่องค์กรจะพัฒนาและปรับปรุงเพื่อเข้าสู่แนวคิด Flexible WorkStyle คือ การวางแผนและออกแบบ Desktop ในรูปแบบใหม่ (Modernize Desktops) เพื่อเป็นมาตราฐานของ Desktop ที่จะถูกนำมาใช้ในองค์กรครับ  จากรูปด้านล่าง
จากรูปที่ท่านผู้อ่านเห็นอยู่นี้ แสดงถึงส่วนประกอบต่างๆ  ของเครื่อง Desktop ของผู้ใช้งานในองค์กรครับ 
องนึกภาพตามผมนะครับว่าเจ้ารูปสี่เหลี่ยมด้านบนนั้นคือ เครื่อง Desktop ที่เราเห็นอยู่ในออฟฟิศของเราเองหรือเห็นอยู่ทั่วไปครับ ภายในเครื่อง Desktop จะประกอบไปด้วยส่วนประกอบย่อยๆ ดังนี้ครับ
1. Hardware คือ ส่วนตัวเครื่อง Desktop ทั้งหมดครับไม่สนใจว่าจะมีสเปคอย่างไร จะเป็น Desktop หรือ Notebook
2. Operating System คือ ระบบปฎิบัติการที่ถูกติดตั้งและทำงานบน Hardware ดังกล่าว เช่น Windows XP ที่เราใช้งานกันอยู่
3. Application Management คือ แอพพิเคชั่นต่างๆ  ที่ถูกติดตั้งมาที่เครื่องของผู้ใช้งาน จะเป็นแอพพิเคชั่นที่องค์กรติดตั้งมาให้จะผ่านทาง Scripts, Group Policy หรืออื่นๆ  ก็แล้วแต่ครับ หรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานติดตั้งแอพพิเคชั่นเองด้วย
4. Data & Settings คือ ข้อมูลที่เก็บอยู่บนเครื่อง Desktop ครับ โดยจะแบ่งได้ 2 แบบ คือ ข้อมูลส่วนตัว (Personal Data)   และ ข้อมูลของการกำหนดค่าต่างๆ   (Data Settings) เช่น User State และ Application Settings เป็นต้นครับ
 
และทั้ง 4 ส่วนที่ผมได้อธิบายไว้ข้างต้นจะอยู่ที่เครื่อง Desktop ของผู้ใช้งานครับ ซึ่งเป็นภาพที่เราเห็นอยู่แล้วเป็นปรกติ  แต่การออกแบบ Desktop ในแบบนี้ซึ่งผมเรียกว่าเป็นแบบ Traditional Desktop จะทำให้เกิดปัญหาและความยุ่งยากในการบริหารและจัดการครับ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านของผมหลายๆ  ท่านน่าจะประสบพบเจอมาบ้างแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะมาเป็นระยะ ๆ ครับ เช่น เมื่อองค์กรของท่านผู้อ่านมีแผนที่จะต้องเปลี่ยน Hardware ของเครื่อง Desktop ใหม่ตามรอบที่กำหนด
เช่น ทุกๆ 3-5 ปีจะต้องเปลี่ยน  สิ่งที่เราจะต้องมาเตรียมคือ สเปคเครื่องจะเป็นอย่างไร, จะทำ Image ทั้งหมดกี่  Images, จะติดตั้งแอพพิเคชั่นอย่างไร, จะทำการย้ายข้อมูลและค่า Settings (User State Settings) อย่างไร และอื่นๆ  ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่หลายองค์กรต้องเจอครับ แต่จะวางแผนรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะส่วนใหญ่ยังมองแค่ว่า การเปลี่ยน Hardware ของเครื่อง Desktop คือ การเตรียมทำ Image ใหม่ โดยที่ Image ดังกล่าวนี้จะมีแอพพิเคชั่นต่างๆ  ติดตั้งเข้าไปด้วยครับ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ Image มีขนาดใหญ่ และอาจจะมีหลาย Images ทำให้ดูแลยาก  ด้วยรูปแบบนี้เองทำให้เกิดปัญหาต่างๆ  ตามมาอีก เช่น เกิดความไม่คล่องตัวหรือความยืดหยุ่นในการใช้งาน เช่น ผู้ใช้งานอยากใช้งานจากดีไวซ์ต่างๆ ได้ จากที่ไหนก็ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เครื่อง Desktop ที่องค์กรเตรียมให้  เรื่องต่อมาคือ ผู้ใช้งานอยากได้สภาพแวดล้อมในการทำงาน (User Environment),แอพพิเคชั่น, ข้อมูล, User State Setting และอื่นๆ  ตามมา เมื่อใช้งานในดีไวซ์ต่างๆ    ซึ่งจาก 4 ส่วนประกอบย่อยๆ  ของ Desktop ด้านบนที่ออกแบบในรูปแบบที่เป็น Traditional Desktop จะตอบโจทย์หรือรองรับกับความต้องการแบบนี้ไม่ได้เลย เนื่องจากทุกส่วนประกอบติดตั้งอยู่ในเครื่อง Desktop ทั้งหมดเลย 
 
ดังนั้นการที่จะพัฒนาและปรับปรุง Modernize Desktop หรือ Desktop ในรูปแบบใหม่และจะเป็นมาตราฐานของเครื่อง Desktop ในองค์กรและเพื่อรองรับกับแนวคิดหรือคอนเซป Flexible WorkStyle นั้นจะต้องทำการแยกส่วนประกอบทั้ง 4 ส่วนนี้ออกมาครับ จากนั้นใช้ Virtualization เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการออกแบบ Desktop ครับ  ดังรูปด้านล่างครับ
สำหรับตอนหน้าผมจะทำการ Map ว่าแต่ละส่วนของ Desktop ที่ผมได้อธิบายไว้ในตอนต้นนั้น จะนำเอาเทคโนโลยี, Products หรือเครื่องมือใดมาช่วยจัดการเพื่อกำหนดเป็น Standardized Desktop ใหม่สำหรับองค์กร เพื่อรองรับกับความต้องการขององค์กร อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วยครับ  เพราะฉะนั้นโปรดติดตามตอนต่อไปครับผม.....