วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Endpoint Security-Microsoft Defender for Endpoint (MDE) ตอนที่ 1

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมอยากจะนำเสนอเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะหาโอกาสเขียนและนำเสนอเรื่องดังกล่าวนี้ให้กับทุกท่าน โดยเรื่องที่ว่านี้ก็คือ "Endpoint Security" ครับ ซึ่งในมุมของ Cybersecurity นั้น ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ IT Environments ขององค์กร อีกทั้งเรื่องดังกล่าวนี้ยังเป็นเรื่องที่แทบจะทุกองค์กรจะต้องทำการวางแผน, ออกแบบ, และเตรียมความพร้อมในการสร้างความปลอดภัยใหักับ Endpoints ในองค์กรครับ ซึ่งในบทความตอนนี้ถือว่าเป็นตอนแรกที่ผมจะเริ่มดูการปูเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Endpoint Security จากนั้นผมจะพาท่านไปความรู้จักกับ Microsoft Cybersecurity Solutions ที่ให้บริการ Endpoint Security ที่มีชื่อว่า "Microsoft Defender for Endpoint" ครับ หรือเราเรียกสั้นๆ ว่า "MDE" ครับ













Endpoint คืออะไร?













โดยผมขอเริ่มจากคำว่า "Endpoint" ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยได้ยินและรู้จักกันพอสมควรใช่มั๊ยครับ ในมุมของ Cybersecurity นั้น, คำว่า Endpoint หมายความและครอบคลุมถึง Devices และ Servers (รวมถึง VMs) ครับ โดยเราสามารถแบ่งประเภทของ Endpoints เป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ:

1. Endpoint เท่ากับ Servers, ซึ่งครอบคลุมถึง VMs (Windows และ Open Source OS) ที่รันและให้บริการอยู่ใน On-Premise และ Cloud 

2. Endpoint เท่ากับ Devices, ซึ่งแบบออกได้อีก 2ชนิด คือ Corporate และ Personal Devices หรือ BYOD (Windows, iOS, และ Android)















ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะดำเนินการ Secure & Protect Endpoint สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและพิจารณากันตั้งแต่ตอนวางแผนและออกแบบก็คือ Endpoints ที่จะดำเนินการได้เรื่องนี้เป็นแบบใดบ้าง (ตามที่อธิบายไว้ก่นหน้านี้) แต่โดยส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่ Endpoints ในรูปแบบของ Devices (Corporate และ Personal Devices) กันครับ แต่ในการทำงานจริงจะต้องพิจารณาทั้ง 2 รูปแบบครับ เพราะจะได้พิจารณา Security Solutions ต่างๆ ที่จะนำเอาเข้ามาประยุกต์ใช้งานครับ  เอาล่ะครับพอเข้าใจเรื่องของ "Endpoint" แล้ว คราวนี้เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่อมา นั่นก็คือ "Endpoint Security" ครับ



Endpoint Security คืออะไร?













คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints โดยจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ Best Practices และ Technologies ต่างๆ ที่จะเข้ามาสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints ที่อยู่ใน IT Environments ขององค์กร โดยมีวัตุประสงค์หลักๆ คือ ป้องกันภัยคุกคามต่างๆ เช่น Viruses, Malware, Ransomware, Phishing Attacks, และอื่นๆ ที่จะโจมตีมายัง Endpoints นั้นเพื่อที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ใน Endpoints  ดังนั้นหากองค์กรใดต้องการที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints ก็จะต้องไปมองหา Security Solutions ที่มีความสามารถในการทำ Endpoint Security ที่ว่านี้ครับ ซึ่งในตลาดจะมีอยู่หลากหลายยี่ห้อครับ และแน่นอนรวมถึง Microsoft ครับ สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีบางท่านสับสนและเข้าใจผิดว่า Endpoint Security คือ Anti-Virus มันเป็น Security Solution เดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่นะครับ เพราะถ้าเราทำความเข้าใจคอนเซปตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของ Endpoint Security แล้ว จะทำให้เราทราบและเข้าใจได้ว่า Endpoint Security มันมีความสามารถมากกว่า Anti-Virus เยอะมากครับ ซึ่งโดยปรกติ  Endpoint Security จะมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ ที่อยู่ในตัวมันเองรวมถึงการไป Integrate เพื่อทำงานกับ Security Solutions อื่นๆ เพื่อทำให้การทำ Endpoint Security มีความสามารถมากขึ้นครับ

- Anti-Malware หรือ Anti-Virus Protectionซึ่งทำหน้าที่ในการ Detect และ Remove Viruses และอื่นๆ จาก Endpoints

- Firewall Protection ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุม Network Traffics และทำการ Block Unauthorized Access

- Intrusion Prevention System (IPS) ซี่งทำหน้าที่ในการ Detect และ Block Known Attack Patterns และ Exploit Attempt ที่มายัง Endpoints

- Behavioral Analysis ซึ่งทำหน้าที่ในการ Detect Suspicious Activities และ Anomalies ใน Endpoints

- AI & Machine Learning (ML) ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ Data และ Telemetry เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำ Threat Detection

- Threat Intelligence (TI) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลแบบ  Real-Time เกี่ยวกับ Threats เพื่อช่วยในการ Response ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังช่วยในเรื่องของการทำ Proactive Protection


มาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านจะเห็นได้ว่า Endpoint Security นั้นมีความสำคัญกับ Cybersecurity เป็นอย่างมากครับ เพราะ Endpoint Security จะเข้ามาช่วยในเรื่องราวเหล่านี้ครับ

- Data Protection, Endpoint Security จะเข้ามาช่วยในการป้องกันข้อมูลที่อยู่ใน Endpoints ซึ่งถือว่าจุดหนึ่งที่ Attackers ต้องการ

- Securing Remote Work, ปัจจุบันในหลายๆ องค์กร จะมีพนักงานหรือผู้ใช้งานเข้าถึง Data ตลอดจน Resources ต่างๆ โดยที่ตัวของผู้ใช้งานนั้นไม่ได้อยู่ในองค์กร  เช่น อยู่ที่บ้าน, อยู่ที่สาขาหรือ Locations ต่างๆ แต่ต้องการที่จะเข้าถึง Data และ Resources ต่างๆ ผ่านทาง Endpoints (Corporate และ Personal Devices) 

- Zero-Day Exploits, คือ ช่องโหว่ใน Software (OS และ Apps) ซึ่งยังไม่มีใครรู้ (รวมถึง Vendors) ซึ่ง Attackers จะอาศัยช่องโหว่ที่ว่านี้ในการ Attacks เข้ามา ก่อนที่ Vendors จะออก Patches ออกมาป้องกัน นี่คือที่มาหรือคำอธิบายคำว่า Zero-Day ครับ ดังนั้น Endpoint Security จะต้องมีความสามารถในการปัองกันและจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้ครับ เช่น นำเอา AI & ML เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และค้นหา Threats หรือ Attacks ที่ไม่มีใครรู้จักครับ


ประมาณนี้ครับ โปรดติตตามตอนต่อไปครับผม.....





วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Identity Management Evo ก่อนจะเข้าสู่ Passkeys

     สวัสดีครับทุกท่านสำหรับ สำหรับบทความนี้จะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ครับ โดยช่วงที่ผ่านมานั้นมีด้วยกัน  4 ตอน และบทความตอนนี้ ผมจะเรียกว่าเป็นตอนพิเศษครับ โดยตั้งใจว่าจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการหรือ Evo (Evolution) ของการบริหารจัดการ Identity ครับ ประกอบในช่วงที่ผ่านมานั้นทาง Microsoft ได้แจ้งองค์กรต่างๆ ที่ใช้งาน Microsoft Cloud Services ต่างๆ เช่น Microsoft Azure, Microsoft 365, และอื่นๆ ให้ได้ทราบกันว่าทาง Microsoft จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องของ Authentication โดยจะมีการเริ่มใช้งานรูปแบบหรือวิธีใหม่โดยมีการนำเอา "Passkeys" มาใช้งานครับ และผมได้เขียนเรื่องของ Passkeys ให้ทุกท่านได้รู้จักกันไปแล้วในบทความ "บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4" ไปก่อนหน้านี้ครับ ท่านใดสนใจสามารถไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, WT Blog (ITGeist): บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4 (Passkeys)

























และอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นของบทความนี้ว่า บทความนี้เป็นตอนพิเศษ โดยผมจะเล่าเรื่องราวของการวิวัฒนาการของการจัดการ Identity (Identity Management Evo) ครับ โดยผมขอเริ่มด้วยกระบวนการที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ที่เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าองค์กรของท่านจะใช้ระบบการบริหารจัดการ Identity ยี่ห้อใดก็ตาม สำหรับทความของผมขอเน้นไปที่ Microsoft Solutions (Microsoft Entra) ครับ แต่สามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้งานกับระบบการบริหารจัดการ Identity อื่นๆ ได้ครับ ที่เกริ่นค้างไว้คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 กระบวนการหลักหรือเรียกกระบวนดังกล่าวนี้ว่า "AAA" ประกอบไปด้วย (แบบคร่าวๆ นะครับ)

Authentication = กระบวนในการตรวจสอบ (Verify) Identity 
Authorization = กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ (Permissions) ของ Identity ที่ผ่านการตรวจสอบก่อนหน้านี้
Auditing = กระบวนการตรวจสอบโดยจะมีการบันทึกเหตุการณ์/Activity ต่างๆ ของ Identity ที่เกิดขึ้น

โดย AAA จะถูกดำเนินการผ่านทาง Identity Provider (IdP) ครับ เช่น ถ้าเป็นของ Microsoft เช่น Active Directory Domain Service (AD DS) ซึ่งเป็น Role (ไม่ใช่ Feature นะครับ) หนึ่งใน Windows Server ซึ่งถ้า Role ดังกล่าวนี้ติดตั้งไปที่ Windows Server ตัวใดก็ตาม เราจะเรียก Windows Server ตัวดังกล่าวที่มีการติดตั้ง AD DS Role ว่า "Domain Controller" หรือ "DC" และ DC จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ Identity ผ่านทางกระบวนที่ได้อธิบายไปครับ อีก Solution ในการบริหารจัดการ Identity ซึ่งจะอยู่บน Cloud นั่นก็คือ "Microsoft Entra ID" ซึ่งเป็นสมาขิกตัวนึงที่อยู่ภายใต้ Microsoft Entra Product Family ครับ โดย Microsoft Entra ID จะถูก Bundled มาพร้อมกับ Microsoft Cloud Services เช่น Microsoft 365, Microsoft Azure, และอื่นๆ ครับ และจะดำเนินการกระบวนการ AAA เช่นกันครับ

และอย่างที่หลายท่านทราบกันว่าในช่วงที่ผ่านมาเรื่องของการบริหารจัดการ Identity ตลอดจนการ Secure & Protect Identity ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญที่ทุกๆ องค์กรจะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่การวางแผนและออกแบบเพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้ อีกทั้ง ณ ปัจจุบัน Identity ถือว่าเป็น Foundation ของ Modern Cybersecurity ครับ เนื่องจาก Identity ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการ Attacks ครับ และจึงเป็นสิ่งที่ทาง Microsoft ตลอดจน Vendors ต่างๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารจัดการ Identity ครับ และต้องบอกว่าท่านใดที่สนใจเรื่องของ Cloud Security หรือ Cybersecurity ประเด็นหนึ่งหรือหัวข้อหนึ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นก็คือ "Identity" ที่ว่านี้ล่ะครับ ตลอดจนท่านใดที่รู้จัก "Zero Trust", Identity ถือว่าเป็น Foundation Pillar หรือส่วนประกอบหลักส่วนหนึ่งครับ สำหรับการที่เราจะทำการวางแผนและออกแบบเพื่อทำการ Secure & Protect IT Environments (ครอบคลุมทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud) ครับ

ดังนั้นการที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity รวมถึงเรื่องของความปลอดภัยของ Identity เราจะพิจารณาและดำเนินการอย่างไร? ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับ AAA กระบวนที่ได้อธิบายไปคร่าวๆ ก่อนหน้านี้ครับ โดยผมขอเริ่มจาก A ตัวแรก "Authentication" ก็จะมีคำศัพท์และคอนเซปที่เกี่ยวข้องกับ Authentication เริ่มด้วย

- Legacy Authentication หมายถึง Authentication Protocols ที่เราใช้กันในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกับ Active Directory Domain Service (AD DS) เช่น  NTLM และ Kerberos เป็นต้น และจะมาพร้อมกับรูปแบบ Authentication ที่เรียกว่า "Single Step Authentication" นั่นก็คือ Username และ Password ที่ผู้ใช้งานจะต้องเตรียมเพื่อเข้าสู่กระบวนนี้ (Authentication) ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนต่อไป

- Modern Authentication หมายถึง กระบวนที่ครอบคลุมทั้ง Authentication และ Authorization ซึ่งมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะมาพร้อมกับ Authentication Protocols เช่น OAuth, SAML, WS-Federation, เป็นต้น รวมถึงวิธีการในการ Authentication ต่างๆ เช่น Multi-Factor Authentication และ Feature ต่างๆ เช่น Conditional Access (เป็น Feature หนึ่งของ Microsoft Entra ID) เป็นต้น นอกจากนี้แล้วในขั้นตอนการทำงานของกระบวน Authentication ยังมาในรูปแบบของ Claim-Based Authentication และ Tokens ครับ


ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมารวมถึง ณ ปัจจุบัน ก่อนที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงข้อมูลหรือ Resources ต่างๆ ขององค์กรไม่ว่าจะอยู่ใน On-Premise และ On Cloud ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการ AAA โดยเริ่มจากกระบวน Authentication ซึ่งในฝั่งของผู้ใช้งานจะต้องเตรียม Username และ Password (หรือจะเรียกว่า Credential) โดยดำเนินการตามวิธีของการ Authentication ที่เรียกว่า "Single Step Authentication" ซึ่ง ณ ปัจจุบันหากองค์กรใดยังใช้วิธีดังกล่าวนี้อยู่ ก็จะต้องทราบว่ามันที่ความเสี่ยงที่จะถูก Attacks ด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น Phishing, Brute Force, และอื่นๆ เพราะ Attackers ต้องการขโมย Credentials ของผู้ใช้งาน เพื่อจะได้นำเอา Credentials ที่ได้ไป นำไปใช้งานครับ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันหรือทำให้วิธี Single Step Authentication มีความปลอดภัยมากขึ้น ก็จะต้องมีการกำหนดและบังคับใช้เรื่องของ Password Policy, Account Lockout Policy, เป็นต้นครับ

จากนั้นในเวลาต่อมาครับ ก็จะมีคอนเซปและวิธีการใหม่เข้าในช่วงเวลานั้นๆ นั่นก็คือ "Multi-Factor Authentication" หรือ "MFA" ซึ่งจะมาใช้แทนวิธีเดิม (Single Step Authentication) ครับ และโดยคอนเซปของ MFA คือ ในกระบวนการ Authentication จากเดิมที่เป็น Single Step ก็จะมีการเพิ่มอีก Step หนึ่งเข้าไปเพื่อทำให้กระบวนการ Authentication มีความปลอดภัยมากขึ้นครับ














โดยในคอนเซปและการทำงานของ MFA จะประกอบไปด้วย:

- Something you know เช่น Username และ Password, PIN, เป็นต้น
- Something you have เช่น Mobile Phone, Smart Card, Security Key, Certificate, เป็นต้น
- Something you are เช่น Biometric (Facial Recognition, Fingerprint, เป็นต้น)


โดยมีหลากหลายวิธีให้เลือกใช้สำหรับ MFA ครับ ยกตัวอย่างเช่น






1. MFA-Mobile Phone, จะมีการใช้ SMS ในการรับ Verification Code หรือ Voice Call  *Microsoft ได้มีการแจ้งเตือนว่าทาง Microsoft จะมีการ Retire หรือเลิกใช้ในเร็วนี้ตาม Timeline ที่ทาง Microsoft ได้มีการกำหนดไว้ครับ Passkeys by default and retirement of Microsoft-provided SMS and voice authentication - Microsoft Entra ID | Microsoft Learn

2. MFA-OATH Token, จะมีทั้งที่เป็น Hardware Token และ Software Token

3. MFA-Microsoft Authenticator App, จะเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication" และใช้ Asymmetric Key Pair  และ Protected ด้วย Biometrics, เป็น Message ส่งมาให้เรากด Approve จากผู้ใช้งาน (ซึ่งเราเรียกการทำงานดังกล่าวว่า Push Notification) ต่อมาทาง Microsoft ได้ทำการพัฒนาความสามารถของ Microsoft Authenticator ออกมาหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้น คือ ความสามารถในการป้องกัน MFA Fatigue โดยจะต้องมีการกดตัวเลข (2 หลัก) เพื่อแก้ความเสี่ยงเดิม คือ ผู้ใช้งานได้รับการแจ้งเตือนจาก Push Notification แล้วกด Approve ตามที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ครับ และมีการแสดงชื่อของ Identity (เช่น Apps) และ Geographic Location เพิ่มเข้ามาด้วยครับ

4. MFA-Windows Hello for Business (WHB), *เป็น "Windows Hello สำหรับใช้งานในองค์กร และเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication"และใช้ Asymmetric Key Pair โดยมีการผูก Key เข้ากับ Device (TMP Chip)

5. MFA-FIDO2 Security Key, เป็นวิธีที่จะต้องใช้ Hardware เข้ามาใช้งาน และเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication" และใช้ Asymmetric Key Pair 

















จากนั้นก็จะมาถึง "Passkeys" ครับ ซึ่งทาง Microsoft จะนำเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ Identity ในส่วนของกระบวนการ Authentication โดย Microsoft ได้เตรียม Microsoft Entra และ Microsoft Entra ID รองรับการทำงานร่วมกับ Passkeys เพื่อใช้ในกระบวนการ Authentication และรองรับกับ MFA ด้วยครับ เพราะตัวของ Passkeys คือ รูปแบบของการ Authentication ที่มีความปลอดภัยมากกว่าเดิม และมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ เช่น Phishing-Resistant และอื่นๆ ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของ Passkeys กับ Microsoft Entra ไปที่ Links เหล่านี้ครับ





ประมาณนี้ครับผม.....










วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ทำความรู้จักกับ Copilot in Azure (Azure Copilot)

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Microsoft Copilot ซึ่งเป็น Commercial AI Product ของทาง Microsoft ครับ ซึ่งทาง Microsoft ได้วางแผนให้ Microsoft Copilot ไปทำงานร่วมกับ Products/Services ต่างๆ ของ Microsoft ครับ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft 365, Microsoft Intune, Microsoft Purview, Microsoft Security Solutions, และอื่นๆ ครับ

และสำหรับบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Microsoft Copilot ที่ไปทำการ Integrate หรือไปทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ครับ หรือเรียกว่า "Copilot in Azure" หรือ "Azure Copilot" ครับ ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมากซักเท่าไร แต่ต้องบอกทุกท่านก่อนว่าเจ้า Copilot in Azure หรือ Azure Copilot มีประโยชน์มากสำหรับองค์กรตลอดจนท่านใดที่ใช้งาน Microsoft Azure อยู่ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Copilot in Azure หรือ Azure Copilot กันเลยครับ


ทำความรู้จักกับ Azure Copilot (Copilot in Azure)










โดยตัวของ Azure Copilot เป็น AI Assistant ที่ถูกนำมา Integrated ให้ทำงานกับ Microsoft Azure ครับ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเราตั้งแต่การ Plan, Design, Operate, Optimize, และ Troubleshoot Microsoft Azure Environments 










โดยการนำเอา AI เทคโนโลยีเข้ามาช่วยครับ เช่น LLMs (เป็นรูปแบบของ AI ที่เข้าใจและโต้ตอบด้วย Natural Human Language) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของ Copilot in Azure (Azure Copilot) ทำให้มันมีความสามารถในการโต้ตอบ (Response) และทำงานต่างๆ เช่น Queries, Generating Code, Summarize Data, เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น Copilot in Azure (Azure Copilot) ยังนำเอา LLMs และการทำ Governance, Access Control, Microsoft Graph, และอื่นๆ มาช่วยเราหรือองค์กรในการบริหารจัดการ Azure Environments ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

อีกมุมหนึ่ง Copilot in Azure (Azure Copilot) คือ AI Agent ของเราที่สามารถเข้าถึงและใช้งานผ่านทาง Azure Portal, Azure CLI, และอื่นๆ  



















และด้วยความสามารถต่างๆ ในข้างต้นส่งผลทำให้ท่านที่เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการ Microsoft Azure สามารถเห็นภาพรวมและข้อมูลต่างๆ แบบเจาะลึก (Deep Insight) ของ Azure Environments ที่ดูแลอยู่ เพื่อดำเนินการในเรื่องของการ Operations และการบริหารจัดการต่างๆ ใน Microsoft Azure ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย Azure Copilot เช่น ตัวอย่างในรูปด้านล่าง เราสามารถให้ Azure Copilot เข้ามาช่วยในการออกแบบ, Optimize ค่าใช่จ่าย, และอื่นๆ ในการสร้างและ Deploy Azure Virtual Machine ใช้งานในองค์กรครับ













หรือใช้ Azure Copilot ให้ช่วยตรวจสอบ Azure Services/Resources ต่างๆ ตามที่ต้องการ เช่น ผมต้องการทราบว่ามี Azure Services/Resources ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ดังรูปด้านล่างครับ













อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ เราสามารถให้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ช่วยเขียน KQL (Kusto Query Language) Query ในการลิสต์ Azure Virtual Machines ที่ใช้งานอยู่ตาม OS ดังรูปด้านล่างครับ


















โดย Default, ตัวของ Azure Copilot (Copilot in Azure) จะ Available ให้กับผู้ใช้งานทุกคนครับ แต่สามารถถูกกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้งาน Azure Copilot (Copilot in Azure) จากผู้ดูแลและบริหารจัดการ (ผู้ที่มีสิทธิ์เป็น Global Administrator)














ยังมีความสามารถอีกเยอะแยะมากมายตลอดจน Use Cases ต่างๆ ที่เราสามารถจะใช้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ครับ บทความนี้เป็นเพียงแค่การพาทุกท่านไปทำความรู้จักแค่นั้น รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure Copilot (Copilot in Azure) ไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, Azure Copilot Overview | Microsoft Learn

ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะพอเห็นภาพว่า Azure Copilot (Copilot in Azure) ซึ่งเป็นการนำเอา AI เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและดำเนินการต่างๆ กับ Azure Environments ขององค์กรได้อย่างไร และที่สำคัญ ณ ตอนนี้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ทาง Microsoft ให้ใช้งานได้ฟรี !!!!!! ครับผม.....






วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4 (Passkeys)

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ "Passkeys" ซึ่งทาง Microsoft นำเอามาใช้งานใน Microsoft Entra ID ครับ สำหรับเรื่องที่มาที่ไปของ Passkeys นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของกระบวนการ Authentication ครับ ซึ่งทาง Microsoft เองก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์คือทำให้กระบวนการทำ Authentication ของ Identity นั้นมีความแข็งแรงและปลอดภัยมากขึ้นครับ












โดยหากเรานึกถึงกระบวนการของทำ Authentication ในมุมของผู้ใช้งานก็จะต้องเตรียม (Username และ Password) หรือเรียกว่า "Credential" เพื่อทำการตรวจสอบ (Verified) ตัวตนกับ Identity Provider ที่องค์กรใช้งานอยู่ เช่น ถ้าเป็นของ Microsoft ถ้าอยู่ใน On-Premise ก็จะเป็นหน้าที่ของ Active Directory Domain Service (AD DS) หรือถ้าอยู่บน Cloud ก็จะเป็นหน้าที่ของ Microsoft Entra ID ครับ โดยการ Authenticate นั้น โดยปรกติก็จะเป็นแบบที่เรียกว่า "Single Step Authentication" คือ ฝั่งของผู้ใช้งานเตรียม Credentials เพื่อเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวครับ ซึ่งการ Authenticate แบบ Single Step นี้ 

*การใช้ Single Step Authentication (Passwords) ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากหลากหลายรูปแบบ เช่น Phishing, Brute Force, และ Credential Stuffing ครับ แต่จะเสี่ยงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ Identity ของแต่ละองค์กรเองว่าจะมีการจัดการเรื่องนี้อย่างไร เช่น มีการกำหนดและบังคับใช้ในเรื่องของ Password Policy, Account Lockout Policy, เป็นต้น แต่สังเกตให้ดีคือ ผู้ใช้งานยังคงจะมีหน้าที่ในการจัดการกับ Passwords ของตัวเอง รวมถึงจะต้องทำ Passwords ของตัวเองในแต่ละช่วงเวลาเพราะจะมี Policy บังคับให้เปลี่ยน Passwords ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาหรือเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในมุมของผู้ใช้งานครับ

หลังจากนั้นในเวลาต่อมามีการพัฒนาจาก Single Step Authentication (Primary Step Authentication) มาเป็น "Multi-Factor Authentication (MFA)" ครับ หรือบางท่านจะเรียกว่า "Two Steps Authentication" หรือ Secondary Step สำหรับการ Authentication ก็ได้ครับ โดยจะมีการเพิ่มขั้นตอนในการทำ Authentication เข้าไป เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่าแบบเดิมครับ ซึ่งทาง Microsoft เองก็มีการนำเอาคอนเซปและเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานครับ และก็พัฒนามาเป็นคอนเซปและเทคโนโลยีที่เรียกว่า "Passwordless" ครับ  และรูปด้านล่างจะเป็นรูปที่แสดงการเปรียบเทียบของวิธีการหรือรูปแบบต่างๆ ในการทำ Authentication กับ Microsoft Entra ID ครับ





















และจากรูปด้านบนที่แสดงถึงวิธีหรือรูปแบบต่างๆ สามารถสรูปได้ประมาณนี้ครับ

- Password (Primary Authentication) *คือ Single Step Authentication ที่อธิบายไว้ข้างต้นครับ

- Phone-Based Auth, SMS (Primary and Secondary Auth) และ Voice (Secondary Auth)

- OATH Auth (Secondary Auth) เช่น OTP, HW Tokens, และ SW Tokens

- Passwordless Auth (Primary และ Secondary Auth) เช่น Windows Hell for Business, FIDO2, อื่นๆ


เอาล่ะครับมาถึงตรงนี้ที่ออฟฟิศของท่านผู้อ่านใช้วิธีการหรือรูปแบบในการ Authentication ครับ สำหรับตัวผม ณ ปัจจุบันเลยก็ต้องเป็น MFA ครับ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหรือวิธีการหนึ่งที่หลายองค์กรใช้กันอยู่ครับ รวมถึงเวลาที่เราเข้าไป Access Microsoft Cloud Services ต่างๆ เช่น Microsoft 365, Microsoft Azure, รวมถึง Cloud Services อื่นๆ ด้วยก็จะใช้รูปแบบดังกล่าวนี้เป็นอย่างน้อยในการทำการตรวจสอบ Identity ของผู้ใช้งานครับ และบางองค์กรก็เริ่มนำเอารูปแบบหรือวิธีการที่เรียกว่า "Passwordless" มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ซึ่งรูปแบบด้งกล่าวนี้ Microsoft Entra ID ก็รองรับครับ และถือว่าเป็นรูปแบบหรือวิธีการที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ครับ โดยตัวของ Passwordless เอง รองรับหลายแบบ ครับ เช่น Microsoft Authenticator (Mobile App), Windows Hello for Business (เป็น Windows Hello ที่ใช้งานในองค์กร), FIDO2, เป็นต้นครับ 

ที่นี้ก็มาถึง "Passkeys" กันแล้วครับ โดยผมขอเริ่มจากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Passkeys กันก่อนครับ สำหรับ Passkeys นั้นคือ Modern, Highly Secure, และ User-Friendly ที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจาก Passwordless ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและจะมาแทนการใช้ Passwords ครับ อีกทั้ง Passkeys  ถูกสร้างมาให้รองรับกับ Standards ต่างๆ เช่น Web Authentication (WebAuthn), FIDO, เป็นต้น ตัวของ Passkeys ใช้คอนเซปของ Public-Key Cryptography ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 Keys หลัก คือ:

1. Private Key ถูกเก็บใน Device อย่างปลอดภัยและ Private Key จะอยู่และใกล้กับ Device นั้นๆ เสมอ

2. Public Key ถูกส่งและเก็บไว้ใช้งานโดย Services ต่างๆ เช่น Microsoft Entra ID และจะมีการผูกเข้ากับ User Account

Passkeys เป็น Unique Cryptographic Key Pairs (Private และ Public Keys) ที่มาพร้อมกับ Phishing-Resistant Authentication Method ซึ่งนำเอามาทำงานร่วมกับ Microsoft Entra Product Family (รวมถึง Microsoft Entra ID) โดยเราสามารถนำเอา Passkeys ไปให้กับผู้ใช้งานใช้งานเพื่อการทำ Authentication ซึ่งง่ายต่อการใช้งานและยัง Compliant กับ MFA Strategy อีกด้วย

และที่สำคัญ Passkeys จะเป็นวิธีการหรือรูปแบบของการทำ Passwordless Authentication ในอนาคต (อันใกล้) ครับ เนื่องด้วยมัมมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อไปเปรียบเทียบกับการใช้ Passwords เพราะตัวของ Passkey มาพร้อมกับ Phishing-Resistant Solution อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ครับ อีกท้้งมันไม่สามารถนำเอาไป Reused ใช้งานได้ รวมถึงป้องกันการโดยขโมย และนี่คือข้อดีของ Passkeys ครับ:


- Phishing Resistance

- Brute Force Attack Prevention

- Enhanced Security (Private Key) 

- Contextual Authentication ตัวของ Passkeys เป็น Single Auth แต่สามารถใช้งานร่วมกับ Biometrics หรือ PIN เพื่อรองรับ MFA

- Standardized Support ใช้และรองรับ Open Protocols เช่น WebAuthn, FIDO, เป็นต้น

- Faster Sign-In

- อื่นๆ 


Passkeys กับ Microsoft Entra ID นั้น, จะเป็นการใช้งาน Passwordless Authentication ผ่านทาง Biometric, PIN-Based Verification ใน Registered Devices โดยจะมีการเก็บ Cryptographic Key (Private Key) อย่างปลอดภัยไว้ที่ Hardware ของ Device (เช่น TPM Chip) เพื่อให้มั่นใจในเรื่องของ Authorization โดยจะมีการส่งและเก็บ Public Key เอาไว้ใน Microsoft Entra ID ในขณะที่ Private Key ยังคงถูกเก็บไว้ใน Device อย่างปลอดภัย

และสำหรับ Microsoft Entra รองรับการใช้ Passkeys 2 แบบ คือ Device-Bound Passkeys กับ Synced Passkeys 

- Device-Bound Passkeys, ถูกเก็บอยู่ใน Device นั้นอย่างปลอดภัย

- Synced Passkeys, ถูกเก็บอยู่ใน Cloud Platform Credential Managers หรือ Password Managers (เช่น iCloud Keychain, Google Password Manager, เป็นต้น)

*ณ ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ Microsoft Entra support Device-Bound Passkeys GA เรียบร้อยแล้วในขณที่ Synced Passkeys เป็น Public Preview ครับ

นอกจากนี้แล้ว Microsoft ได้ประกาศและแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าในวันที่ 1 September 2026, Microsoft จะกำหนดให้ Passkeys เป็น Default Authentication ใน Microsoft Entra ID ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถไปดูเพิ่มเติมได้จาก Link นี้ครับ, Microsoft Entra ID security updates: Passkeys are the default authentication method in Entra ID | Microsoft Security Blog









ตามด้วยการ Enable Passkeys ใน Microsoft Entra ID ครับ, How to enable passkeys (FIDO2) in Microsoft Entra ID - Microsoft Entra ID | Microsoft Learn


และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวเริ่มต้นของ Passkeys กับ Microsoft Entra ที่ผมอยากจะนำเสนอครับผม.....