วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

Integrated Security Operations Center (ISOC)ใน Microsoft Defender

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะเป็นเรื่องราวที่ทาง Microsoft เองเพิ่งจะประกาศมาเมื่อไม่นานนี้ครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และน่าสนใจมากที่สุดเรื่องนึงสำหรับ Cybersecurity ครับ และเมื่อวานนี้ผมเองก็โพสต์อัพเดทเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงไปใน  ITGeist FB ของผมไปเมื่อวานนี้สั้นๆ คร่าวๆ กะเอาไว้ว่าจะมาขยายความต่อโดยเขียนเป็นบทความครับ นั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ โดยเนื้อหาของบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับความสามารถใหม่ของ Microsoft Defender ที่ทาง Microsoft เพิ่งประกาศออกมาครับ และความสามารถดังกล่าวนี้มีชื่อว่า "Integrated Security Operations Center" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "ISOC" ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำความรู้จักกับ ISOC กันครับผม

ผมขออนุญาตเล่าที่มาที่ไปอีกซักนิดนึงก่อนจะไปที่ ISOC นะครับเผื่อว่าท่านใดยังไม่ค่อยรู้จักหรือไม่คุ้นเคยกับ Microsoft Cybersecurity Solutions หรือ Ecosystem ครับ โดย ณ ปัจจุบันทาง Microsoft ได้เตรียม Security Solutions ต่างๆ ไว้มากมายครับ เพื่อช่วยองค์กรในการป้องกันภัยคุกคามที่อาจจะโจมตีเข้ามายัง IT Environments ขององค์กร (ครอบคลุมทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud) โดย Security Solutions ที่ว่านี้ของ Microsoft มาเป็น Product Families ครับ ดังรูปด้านล่างครับ















จากรูปด้านบน คือ Microsoft Cybersecurity Ecosystem ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ครับ ซึ่งจะเข้ามาทำการ  Secure & Protect  แบบ End-to-End อีกทั้งยังครอบคลุทถึงการ Secure & Protect AI ที่องค์กรนำเอาเข้ามาประยุกต์ใช้งานอีกด้วยครับ โดยใน Microsoft Cybersecurity Ecosystem ดังกล่าวนี้ประกอบไป Product Families ต่างๆ เช่น Microsoft Entra, Microsoft Intune, Microsoft Defender,  เป็นต้น โดยในแต่ละ  Product Families ยังประกอบไปด้วยสมาชิก (Product/Service) หลายตัวในนั้นครับ สำหรับบทความนี้จะโฟกัสไปที่ Microsoft Defender นะครับ เพราะเป็น Product Family ที่เกี่ยวข้องกับ ISOC ครับ

สำหรับ Microsoft Defender, Product Family นี้ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายตัวครับ ยกตัวอย่างเช่น

- Microsoft Defender XDR, คือ ชุดของ Products ซึ่งจะประกอบไปด้วย Microsoft Defender for Office (MDO), Microsoft Defender for Identity (MDI), Microsoft Defender for Endpoint (MDE), Microsoft Defender for Cloud Apps (MDCA) โดยชุดดังกล่าวนี้จะมาพร้อมกับความสามารถและ Solutions ต่างๆ เช่น EDR, XDR, Next Generation Protection, CASB, และอื่นๆ ถือว่าเป็น Solution หลักตัวหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำ Security Operations ครับ

- Microsoft Defender for Cloud, คือ Product ที่ให้บริการ Solutions ดังต่อไปนี้ คือ CSPM, CWPP, และ CNAPP ปัจจุบัน Microsoft Defender for Cloud ยังคงเป็น Service หนึ่งใน Microsoft Azure ครับ อีกทั้งยังเป็นอีกหนึ่ง Security Solution ที่มีความสำคัญสำหรับการทำ Security Operations เช่นเดียวกันครับ

- อื่นๆ 

ดังนั้นหากองค์กรต้องการหา Security Solutions ในการ Secure & Protect IT Environments (ครอบคลุมทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud), Microsoft Defender จึงเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ และในช่วงที่ผ่านมาจนถึง ณ ปัจจุบันมีหลายๆ องค์กรทั้งในบ้านเราและต่างประเทศใช้งาน Microsoft Defender กันอย่างแพร่หลาย จะแตกต่างกันในรายละเอียดว่าจะใช้ Product/Service ใดบ้างที่อยู่ใน Family นี้  (Microsoft Defender) และต้องบอกทุกท่านว่าหลาย Product/Service ที่อยู่ใน Microsoft Defender Product Family นี้ติดอยู่ใน Leader Board ของ Gartner ในสาขาต่างๆ หลายปีติดกันด้วยครับ

ดังนั้นถ้าเราใช้ Microsoft Defender (Product Family) ที่ว่านี้, SOC/Security Teams สามารถที่จะทำการ Operate และดำเนินการการทำ Security Operations ผ่านทาง Portal ของ Microsoft Defender (Microsoft Defender Portal) ครับ นอกจากนี้เรายังสามารถนำเอา Microsoft Defender ไปทำการ Integrate ทำงานร่วมกับ Microsoft Sentinel (SIEM & SOAR) ได้อีกด้วยครับ ซึ่งจะทำให้การทำ Security Operations มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

ผมเล่ามาถึงจุดนี้แล้ว อยากให้ทุกท่านลองสังเกตดูนะครับว่า Microsoft Defender (Product Family) มีความสำคัญมากเพียงไรสำหรับการทำ Security Operations โดยเฉพาะตัวของ Microsoft Defender XDR เป็นส่วนประกอบสำคัญมากส่วนหนึ่งครับ และในช่วงที่ผ่านมาทาง Microsoft ได้มีการพัฒนาเพิ่มเติมความสามารถใหม่ๆ เข้าไปใน Microsoft Defender XDR เป็นระยะๆ ครับ หนึ่งในความสามารถนึงที่น่าสนใจ ก็คือ "Unified Security Operations Platform" ครับ คือ Microsoft ให้เราสามารถนำเอา XDR (Microsoft Defender XDR) มา Integrated กับ SIEM (Microsoft Sentinel) มากขึ้นกว่าเดิม โดยที่มีการเพิ่มเมนูสำหรับการจัดการและใช้งาน Microsoft Sentinel เข้าไปใน Microsoft Defender Portal ครับ เพื่อทำให้ SOC/Security Teams สามารถดำเนินการหรือ Operates กระบวนการ Security Operations เช่น การ Investigation และอื่นๆ ผ่านจุดเดียว ซึ่งก็คือ Microsoft Defender Portal ครับ ไม่ต้อง Switch ไป-มา ระหว่าง Microsoft Defender Portal กับ Microsoft Sentinel (อยู่ใน Azure Portal) ครับ และยังมาพร้อมกับความสามารถอื่นๆ อีกภายใต้คอนเซปของความสามารถที่เรียกว่า Unified Security Operations Platform ครับ ดังรูปด้านล่างครับ























เอาประมาณนี้ก่อนนะครับสำหรับ Microsoft Defender ครับ เพื่อให้ทุกท่านได้รู้จักกับ Microsoft Defender Product Family นี้ก่อนที่จะไปที่ ISOC ครับ *จริงๆ ยังมีเรื่องราวอีกเยอะ (มาก) สำหรับ Product Family นี้ครับ มากันที่ ISOC กันครับ


Integrated Security Operations Center (ISOC) คืออะไร?











อย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่านี้คือความสามารถใหม่ของ Microsoft Defender นั่นหมายความว่า ISOC ไม่ใช่ Product หรือสมาชิกใหม่นะครับ โดยความสามารถใหม่นี้ถือว่าก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะพอสมควรเลยครับ โดยทาง Microsoft ประกาศความสามารถใหม่นี้ แบบ Public Preview ณ ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ครับ การมาของ ISOC นี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสำหรับการทำ Security Operations โดยใช้ Microsoft Cybersecurity Solutions ครับ

เริ่มจากในการทำ Security Operations นั้นโดยคอนเซปจะประกอบไปด้วยกระบวนการย่อยๆ ต่าง เช่น Protection, Detection, Investigation, Response, และอื่นๆ ครับ ซึ่งเราสามารถนำเอากระบวนย่อยๆ ที่ว่านี้มา Map เข้ากับ Security Solutions ที่เราต้องการครับจะเป็นของ Microsoft หรือ 3rd Party ก็ได้ครับ แต่ถ้าเป็นของ Microsoft, Microsoft Defender (โดยเฉพาะ Microsoft Defender XDR) จะเข้ามาเกี่ยวข้องทันที่ เพราะ Microsoft Defender XDR จะเข้ามาดำเนินการตั้งแต่รวบรวมข้อมูลและหาความสัมพันธ์หรือที่เราเรียกว่า "Correlation" จาก IT Assets ต่างๆ เช่น Identities, Endpoints, Apps, และอื่นๆ จากนั้นก็จะทำการ Detection, Protection, Investigation, Response, และ Remediation ครับ จากนั้นเราจะนำเอา SIEM & SOAR (เช่น Microsoft Sentinel) เข้ามาทำเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูล (Centralized Log), Detection, Incident Management, และ Response แบบ Auto (SOAR) ต่อจากนั้นเรายังสามารถนำเอา Generative AI  (เช่น Microsoft Security Copilot) เข้ามาช่วยในการ Analyze และ Summarize Incidents และอื่นๆ เพื่อทำให้การทำ Security Operations ขององค์กรมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นครับ สรุปจากสิ่งที่ผมได้อธิบายไปคือ หากเราต้องการ Secure & Protect IT Environments ขององค์กร (Hybrid & Multi-Cloud) Security Solutions เหล่านี้จะเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นก็คือ XDR- >SIEM & SOAR- >AI ครับ

และในช่วงที่ผ่านมาทางฝั่งของ Attackers เองก็ได้มีการพัฒนารูปแบบตลอดจนเทคนิคในการโจมตีใหม่ๆ ขึ้นมา รวมถึงยังมีการนำเอา AI เข้ามาใช้ในการ Attacks อีกด้วย ส่งผลทำให้การโจมตีมีความฉลาดมากขึ้นและทำงานรวดเร็วขึ้น ซึ่งแน่นอนครับว่าส่งผลกับองค์กรของเราแน่นอนครับ ดังนั้นการที่องค์กรจะทำการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีหรือ Attacks ลง องค์กรเองหรือเราเองก็จะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่การวาแผน, ออกแบบ, และนำเอา Security Solutions ต่างๆ ที่มีความสามารถเข้ามาต่อกรหรือรับมือครับ และ Security Solutions  ดังกล่าวนี้จะต้องมีความสามารถในการ Secure & Protect ตลอดจนความสามารถอื่นๆ เพื่อที่จะรับมือกับการโจมตีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพครับ

ผมอยากให้ทุกท่านลองนึกภาพตามนะครับ หากองค์กรของเราทุก Attacks เราจะรู้และดำเนินการอย่างไร และใช้เวลานานเท่าไร และอื่นๆ เช่น หากเกิด Attacks เกิดขึ้นเราจะต้องเปิด Portal หรือ Console ของ Security Solutions ต่างๆ ที่เราใช้งานอยู่กี่อัน และเราจะต้องใช้เวลาในการ Investigate นานเท่าไร เพราะจะต้องอาศัยข้อมูลที่มาจากหลายๆ Security Solutions ที่ใช้งานอยู่ และสุดท้ายจะ Response และ Remediation เมื่อไรครับ ในทางกลับกันการโจมตีหรือการ Attacks ทำได้อย่างรวดเร็ว!!!!!

จากตัวอย่างดังกล่าวนี้หากเราหรือองค์มี Security Solutions กี่ตัวก็ตามแต่สามารถนำเอา Integrate ทำงานร่วมกันแบบ  End-to-End หรือ Seamless นั่นหมายความว่า SOC/Security Teams สามารถดำเนินการกระบวนย่อยต่างๆ (Protection, Detection, Investigation, Response, Remediation, และอื่นๆ) จากที่เดียวครับ ส่งผลทำให้ภาพรวมการทำงานของ SOC/Security Teams มีความรวดเร็วและมีประสิทธภาพมากขึ้นและสามาถรับมือกับการ Attacks ได้ดีขึ้นครับ และนี่จึงเป็นที่มาของการที่ Microsoft ได้พัฒนาความสามารถใหม่ที่ชื่อว่า "Integrated Security Operations Center" หรือ "ISOC" ที่ว่านี้ขึ้นมาครับ

เพราะด้วยความสามารถของ ISOC, คอนเซปการทำงานของมันคือ การนำเอา XDR, SIEM & SOAR, Threat Intelligence, AI เอาทั้งหมดนี้มาทำงานอยู่ใน Microsoft Defender ที่เดียวครับ











ตัวอย่างเช่น  ถ้าองค์กรของเรามี  XDR อยู่แล้ว (Microsoft Defender XDR) แล้วต้องการ SIEM & SOAR แต่เดิมจะต้องมีการ Deploy Microsoft Sentinel ขึ้นมาใช้งาน (Traditional SIEM & SOAR) และนำมา Integrate ให้ทำงานร่วมกัน แต่สำหรับ ณ ตอนนี้ หากองค์กรมีการใช้งาน Microsoft Defender XDR อยู่แล้วต้องการ SIEM & SOAR เพื่อสร้าง Security Operations เราสามารถใช้ความสามารถของ Microsoft Defender นั่นก็คือ ISOC มาทำหน้าที่แทนได้ครับ นั่นหมายความว่าเราไม่ต้อง Deploy Microsoft Sentinel (ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละองค์กรนะครับ จะยังคงต้องการ Deploy Microsoft Sentinel เหมือนเดิมก็ได้ครับ) โดย ISOC สามารถใช้งานได้เลย หากองค์กรใช้ Microsoft 365 E5, E7, และอื่นๆ ตามกฎเกณฑ์ที่ Microsoft กำหนดครับ แต่เท่าที่ผมดูข้อมูลของ ISOC ตอนนี้ หากใช้งานจะต้องมีการใช้ ISOC Workspace (มัน คือ Azure Log Analytics Workspace) นะครับ นั่นหมายความเราต้องมี Azure Subscription ด้วยครับ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาเก็บไว้เพื่อใช้ในการทำ Security Operations ครับ

















ความสามารถต่างๆ ของ ISOC:

- Case Management

- Workbooks

- Enhanced Automation Rules

- UEBA

- Threat Intelligence

- Content Hun Integration

- อื่นๆ 


รายละเอียดเพิ่มเติมของ ISOC ไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, Integrated Security Operations Center (ISOC) in Microsoft Defender - Microsoft Defender XDR | Microsoft Learn


และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ ISOC ที่ผมหยิบมานำเสนอครับ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับการทำ Security Operations ครับ เรื่องราวของ ISOC ยังมีอีกนะครับ เอาไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมครับผม.....



วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Endpoint Security-Microsoft Defender for Endpoint (MDE) ตอนที่ 1

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมอยากจะนำเสนอเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะหาโอกาสเขียนและนำเสนอเรื่องดังกล่าวนี้ให้กับทุกท่าน โดยเรื่องที่ว่านี้ก็คือ "Endpoint Security" ครับ ซึ่งในมุมของ Cybersecurity นั้น ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ IT Environments ขององค์กร อีกทั้งเรื่องดังกล่าวนี้ยังเป็นเรื่องที่แทบจะทุกองค์กรจะต้องทำการวางแผน, ออกแบบ, และเตรียมความพร้อมในการสร้างความปลอดภัยใหักับ Endpoints ในองค์กรครับ ซึ่งในบทความตอนนี้ถือว่าเป็นตอนแรกที่ผมจะเริ่มดูการปูเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Endpoint Security จากนั้นผมจะพาท่านไปความรู้จักกับ Microsoft Cybersecurity Solutions ที่ให้บริการ Endpoint Security ที่มีชื่อว่า "Microsoft Defender for Endpoint" ครับ หรือเราเรียกสั้นๆ ว่า "MDE" ครับ













Endpoint คืออะไร?













โดยผมขอเริ่มจากคำว่า "Endpoint" ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยได้ยินและรู้จักกันพอสมควรใช่มั๊ยครับ ในมุมของ Cybersecurity นั้น, คำว่า Endpoint หมายความและครอบคลุมถึง Devices และ Servers (รวมถึง VMs) ครับ โดยเราสามารถแบ่งประเภทของ Endpoints เป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ:

1. Endpoint เท่ากับ Servers, ซึ่งครอบคลุมถึง VMs (Windows และ Open Source OS) ที่รันและให้บริการอยู่ใน On-Premise และ Cloud 

2. Endpoint เท่ากับ Devices, ซึ่งแบบออกได้อีก 2ชนิด คือ Corporate และ Personal Devices หรือ BYOD (Windows, iOS, และ Android)















ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะดำเนินการ Secure & Protect Endpoint สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและพิจารณากันตั้งแต่ตอนวางแผนและออกแบบก็คือ Endpoints ที่จะดำเนินการได้เรื่องนี้เป็นแบบใดบ้าง (ตามที่อธิบายไว้ก่นหน้านี้) แต่โดยส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่ Endpoints ในรูปแบบของ Devices (Corporate และ Personal Devices) กันครับ แต่ในการทำงานจริงจะต้องพิจารณาทั้ง 2 รูปแบบครับ เพราะจะได้พิจารณา Security Solutions ต่างๆ ที่จะนำเอาเข้ามาประยุกต์ใช้งานครับ  เอาล่ะครับพอเข้าใจเรื่องของ "Endpoint" แล้ว คราวนี้เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับคำศัพท์ต่อมา นั่นก็คือ "Endpoint Security" ครับ



Endpoint Security คืออะไร?













คือ การสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints โดยจะเกี่ยวข้องตั้งแต่ Best Practices และ Technologies ต่างๆ ที่จะเข้ามาสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints ที่อยู่ใน IT Environments ขององค์กร โดยมีวัตุประสงค์หลักๆ คือ ป้องกันภัยคุกคามต่างๆ เช่น Viruses, Malware, Ransomware, Phishing Attacks, และอื่นๆ ที่จะโจมตีมายัง Endpoints นั้นเพื่อที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ใน Endpoints  ดังนั้นหากองค์กรใดต้องการที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับ Endpoints ก็จะต้องไปมองหา Security Solutions ที่มีความสามารถในการทำ Endpoint Security ที่ว่านี้ครับ ซึ่งในตลาดจะมีอยู่หลากหลายยี่ห้อครับ และแน่นอนรวมถึง Microsoft ครับ สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีบางท่านสับสนและเข้าใจผิดว่า Endpoint Security คือ Anti-Virus มันเป็น Security Solution เดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่นะครับ เพราะถ้าเราทำความเข้าใจคอนเซปตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ของ Endpoint Security แล้ว จะทำให้เราทราบและเข้าใจได้ว่า Endpoint Security มันมีความสามารถมากกว่า Anti-Virus เยอะมากครับ ซึ่งโดยปรกติ  Endpoint Security จะมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ ที่อยู่ในตัวมันเองรวมถึงการไป Integrate เพื่อทำงานกับ Security Solutions อื่นๆ เพื่อทำให้การทำ Endpoint Security มีความสามารถมากขึ้นครับ

- Anti-Malware หรือ Anti-Virus Protectionซึ่งทำหน้าที่ในการ Detect และ Remove Viruses และอื่นๆ จาก Endpoints

- Firewall Protection ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุม Network Traffics และทำการ Block Unauthorized Access

- Intrusion Prevention System (IPS) ซี่งทำหน้าที่ในการ Detect และ Block Known Attack Patterns และ Exploit Attempt ที่มายัง Endpoints

- Behavioral Analysis ซึ่งทำหน้าที่ในการ Detect Suspicious Activities และ Anomalies ใน Endpoints

- AI & Machine Learning (ML) ซึ่งทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ Data และ Telemetry เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำ Threat Detection

- Threat Intelligence (TI) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลแบบ  Real-Time เกี่ยวกับ Threats เพื่อช่วยในการ Response ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังช่วยในเรื่องของการทำ Proactive Protection


มาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านจะเห็นได้ว่า Endpoint Security นั้นมีความสำคัญกับ Cybersecurity เป็นอย่างมากครับ เพราะ Endpoint Security จะเข้ามาช่วยในเรื่องราวเหล่านี้ครับ

- Data Protection, Endpoint Security จะเข้ามาช่วยในการป้องกันข้อมูลที่อยู่ใน Endpoints ซึ่งถือว่าจุดหนึ่งที่ Attackers ต้องการ

- Securing Remote Work, ปัจจุบันในหลายๆ องค์กร จะมีพนักงานหรือผู้ใช้งานเข้าถึง Data ตลอดจน Resources ต่างๆ โดยที่ตัวของผู้ใช้งานนั้นไม่ได้อยู่ในองค์กร  เช่น อยู่ที่บ้าน, อยู่ที่สาขาหรือ Locations ต่างๆ แต่ต้องการที่จะเข้าถึง Data และ Resources ต่างๆ ผ่านทาง Endpoints (Corporate และ Personal Devices) 

- Zero-Day Exploits, คือ ช่องโหว่ใน Software (OS และ Apps) ซึ่งยังไม่มีใครรู้ (รวมถึง Vendors) ซึ่ง Attackers จะอาศัยช่องโหว่ที่ว่านี้ในการ Attacks เข้ามา ก่อนที่ Vendors จะออก Patches ออกมาป้องกัน นี่คือที่มาหรือคำอธิบายคำว่า Zero-Day ครับ ดังนั้น Endpoint Security จะต้องมีความสามารถในการปัองกันและจัดการกับเรื่องดังกล่าวนี้ครับ เช่น นำเอา AI & ML เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และค้นหา Threats หรือ Attacks ที่ไม่มีใครรู้จักครับ


ประมาณนี้ครับ โปรดติตตามตอนต่อไปครับผม.....





วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Identity Management Evo ก่อนจะเข้าสู่ Passkeys

     สวัสดีครับทุกท่านสำหรับ สำหรับบทความนี้จะเป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ครับ โดยช่วงที่ผ่านมานั้นมีด้วยกัน  4 ตอน และบทความตอนนี้ ผมจะเรียกว่าเป็นตอนพิเศษครับ โดยตั้งใจว่าจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการหรือ Evo (Evolution) ของการบริหารจัดการ Identity ครับ ประกอบในช่วงที่ผ่านมานั้นทาง Microsoft ได้แจ้งองค์กรต่างๆ ที่ใช้งาน Microsoft Cloud Services ต่างๆ เช่น Microsoft Azure, Microsoft 365, และอื่นๆ ให้ได้ทราบกันว่าทาง Microsoft จะมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องของ Authentication โดยจะมีการเริ่มใช้งานรูปแบบหรือวิธีใหม่โดยมีการนำเอา "Passkeys" มาใช้งานครับ และผมได้เขียนเรื่องของ Passkeys ให้ทุกท่านได้รู้จักกันไปแล้วในบทความ "บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4" ไปก่อนหน้านี้ครับ ท่านใดสนใจสามารถไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, WT Blog (ITGeist): บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4 (Passkeys)

























และอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นของบทความนี้ว่า บทความนี้เป็นตอนพิเศษ โดยผมจะเล่าเรื่องราวของการวิวัฒนาการของการจัดการ Identity (Identity Management Evo) ครับ โดยผมขอเริ่มด้วยกระบวนการที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ที่เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าองค์กรของท่านจะใช้ระบบการบริหารจัดการ Identity ยี่ห้อใดก็ตาม สำหรับทความของผมขอเน้นไปที่ Microsoft Solutions (Microsoft Entra) ครับ แต่สามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้งานกับระบบการบริหารจัดการ Identity อื่นๆ ได้ครับ ที่เกริ่นค้างไว้คือ กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 กระบวนการหลักหรือเรียกกระบวนดังกล่าวนี้ว่า "AAA" ประกอบไปด้วย (แบบคร่าวๆ นะครับ)

Authentication = กระบวนในการตรวจสอบ (Verify) Identity 
Authorization = กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ (Permissions) ของ Identity ที่ผ่านการตรวจสอบก่อนหน้านี้
Auditing = กระบวนการตรวจสอบโดยจะมีการบันทึกเหตุการณ์/Activity ต่างๆ ของ Identity ที่เกิดขึ้น

โดย AAA จะถูกดำเนินการผ่านทาง Identity Provider (IdP) ครับ เช่น ถ้าเป็นของ Microsoft เช่น Active Directory Domain Service (AD DS) ซึ่งเป็น Role (ไม่ใช่ Feature นะครับ) หนึ่งใน Windows Server ซึ่งถ้า Role ดังกล่าวนี้ติดตั้งไปที่ Windows Server ตัวใดก็ตาม เราจะเรียก Windows Server ตัวดังกล่าวที่มีการติดตั้ง AD DS Role ว่า "Domain Controller" หรือ "DC" และ DC จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ Identity ผ่านทางกระบวนที่ได้อธิบายไปครับ อีก Solution ในการบริหารจัดการ Identity ซึ่งจะอยู่บน Cloud นั่นก็คือ "Microsoft Entra ID" ซึ่งเป็นสมาขิกตัวนึงที่อยู่ภายใต้ Microsoft Entra Product Family ครับ โดย Microsoft Entra ID จะถูก Bundled มาพร้อมกับ Microsoft Cloud Services เช่น Microsoft 365, Microsoft Azure, และอื่นๆ ครับ และจะดำเนินการกระบวนการ AAA เช่นกันครับ

และอย่างที่หลายท่านทราบกันว่าในช่วงที่ผ่านมาเรื่องของการบริหารจัดการ Identity ตลอดจนการ Secure & Protect Identity ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญที่ทุกๆ องค์กรจะต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่การวางแผนและออกแบบเพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้ อีกทั้ง ณ ปัจจุบัน Identity ถือว่าเป็น Foundation ของ Modern Cybersecurity ครับ เนื่องจาก Identity ถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการ Attacks ครับ และจึงเป็นสิ่งที่ทาง Microsoft ตลอดจน Vendors ต่างๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารจัดการ Identity ครับ และต้องบอกว่าท่านใดที่สนใจเรื่องของ Cloud Security หรือ Cybersecurity ประเด็นหนึ่งหรือหัวข้อหนึ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องนั่นก็คือ "Identity" ที่ว่านี้ล่ะครับ ตลอดจนท่านใดที่รู้จัก "Zero Trust", Identity ถือว่าเป็น Foundation Pillar หรือส่วนประกอบหลักส่วนหนึ่งครับ สำหรับการที่เราจะทำการวางแผนและออกแบบเพื่อทำการ Secure & Protect IT Environments (ครอบคลุมทั้ง Hybrid และ Multi-Cloud) ครับ

ดังนั้นการที่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Identity รวมถึงเรื่องของความปลอดภัยของ Identity เราจะพิจารณาและดำเนินการอย่างไร? ซึ่งก็จะเกี่ยวข้องกับ AAA กระบวนที่ได้อธิบายไปคร่าวๆ ก่อนหน้านี้ครับ โดยผมขอเริ่มจาก A ตัวแรก "Authentication" ก็จะมีคำศัพท์และคอนเซปที่เกี่ยวข้องกับ Authentication เริ่มด้วย

- Legacy Authentication หมายถึง Authentication Protocols ที่เราใช้กันในช่วงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกับ Active Directory Domain Service (AD DS) เช่น  NTLM และ Kerberos เป็นต้น และจะมาพร้อมกับรูปแบบ Authentication ที่เรียกว่า "Single Step Authentication" นั่นก็คือ Username และ Password ที่ผู้ใช้งานจะต้องเตรียมเพื่อเข้าสู่กระบวนนี้ (Authentication) ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนต่อไป

- Modern Authentication หมายถึง กระบวนที่ครอบคลุมทั้ง Authentication และ Authorization ซึ่งมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะมาพร้อมกับ Authentication Protocols เช่น OAuth, SAML, WS-Federation, เป็นต้น รวมถึงวิธีการในการ Authentication ต่างๆ เช่น Multi-Factor Authentication และ Feature ต่างๆ เช่น Conditional Access (เป็น Feature หนึ่งของ Microsoft Entra ID) เป็นต้น นอกจากนี้แล้วในขั้นตอนการทำงานของกระบวน Authentication ยังมาในรูปแบบของ Claim-Based Authentication และ Tokens ครับ


ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมารวมถึง ณ ปัจจุบัน ก่อนที่ผู้ใช้งานจะเข้าถึงข้อมูลหรือ Resources ต่างๆ ขององค์กรไม่ว่าจะอยู่ใน On-Premise และ On Cloud ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการ AAA โดยเริ่มจากกระบวน Authentication ซึ่งในฝั่งของผู้ใช้งานจะต้องเตรียม Username และ Password (หรือจะเรียกว่า Credential) โดยดำเนินการตามวิธีของการ Authentication ที่เรียกว่า "Single Step Authentication" ซึ่ง ณ ปัจจุบันหากองค์กรใดยังใช้วิธีดังกล่าวนี้อยู่ ก็จะต้องทราบว่ามันที่ความเสี่ยงที่จะถูก Attacks ด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น Phishing, Brute Force, และอื่นๆ เพราะ Attackers ต้องการขโมย Credentials ของผู้ใช้งาน เพื่อจะได้นำเอา Credentials ที่ได้ไป นำไปใช้งานครับ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันหรือทำให้วิธี Single Step Authentication มีความปลอดภัยมากขึ้น ก็จะต้องมีการกำหนดและบังคับใช้เรื่องของ Password Policy, Account Lockout Policy, เป็นต้นครับ

จากนั้นในเวลาต่อมาครับ ก็จะมีคอนเซปและวิธีการใหม่เข้าในช่วงเวลานั้นๆ นั่นก็คือ "Multi-Factor Authentication" หรือ "MFA" ซึ่งจะมาใช้แทนวิธีเดิม (Single Step Authentication) ครับ และโดยคอนเซปของ MFA คือ ในกระบวนการ Authentication จากเดิมที่เป็น Single Step ก็จะมีการเพิ่มอีก Step หนึ่งเข้าไปเพื่อทำให้กระบวนการ Authentication มีความปลอดภัยมากขึ้นครับ














โดยในคอนเซปและการทำงานของ MFA จะประกอบไปด้วย:

- Something you know เช่น Username และ Password, PIN, เป็นต้น
- Something you have เช่น Mobile Phone, Smart Card, Security Key, Certificate, เป็นต้น
- Something you are เช่น Biometric (Facial Recognition, Fingerprint, เป็นต้น)


โดยมีหลากหลายวิธีให้เลือกใช้สำหรับ MFA ครับ ยกตัวอย่างเช่น






1. MFA-Mobile Phone, จะมีการใช้ SMS ในการรับ Verification Code หรือ Voice Call  *Microsoft ได้มีการแจ้งเตือนว่าทาง Microsoft จะมีการ Retire หรือเลิกใช้ในเร็วนี้ตาม Timeline ที่ทาง Microsoft ได้มีการกำหนดไว้ครับ Passkeys by default and retirement of Microsoft-provided SMS and voice authentication - Microsoft Entra ID | Microsoft Learn

2. MFA-OATH Token, จะมีทั้งที่เป็น Hardware Token และ Software Token

3. MFA-Microsoft Authenticator App, จะเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication" และใช้ Asymmetric Key Pair  และ Protected ด้วย Biometrics, เป็น Message ส่งมาให้เรากด Approve จากผู้ใช้งาน (ซึ่งเราเรียกการทำงานดังกล่าวว่า Push Notification) ต่อมาทาง Microsoft ได้ทำการพัฒนาความสามารถของ Microsoft Authenticator ออกมาหลายอย่างครับ หนึ่งในนั้น คือ ความสามารถในการป้องกัน MFA Fatigue โดยจะต้องมีการกดตัวเลข (2 หลัก) เพื่อแก้ความเสี่ยงเดิม คือ ผู้ใช้งานได้รับการแจ้งเตือนจาก Push Notification แล้วกด Approve ตามที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ครับ และมีการแสดงชื่อของ Identity (เช่น Apps) และ Geographic Location เพิ่มเข้ามาด้วยครับ

4. MFA-Windows Hello for Business (WHB), *เป็น "Windows Hello สำหรับใช้งานในองค์กร และเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication"และใช้ Asymmetric Key Pair โดยมีการผูก Key เข้ากับ Device (TMP Chip)

5. MFA-FIDO2 Security Key, เป็นวิธีที่จะต้องใช้ Hardware เข้ามาใช้งาน และเป็นวิธีที่เกี่ยวข้องกับคอนเซปและเทคโนโลยี "Passwordless Authentication" และใช้ Asymmetric Key Pair 

















จากนั้นก็จะมาถึง "Passkeys" ครับ ซึ่งทาง Microsoft จะนำเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ Identity ในส่วนของกระบวนการ Authentication โดย Microsoft ได้เตรียม Microsoft Entra และ Microsoft Entra ID รองรับการทำงานร่วมกับ Passkeys เพื่อใช้ในกระบวนการ Authentication และรองรับกับ MFA ด้วยครับ เพราะตัวของ Passkeys คือ รูปแบบของการ Authentication ที่มีความปลอดภัยมากกว่าเดิม และมาพร้อมกับความสามารถต่างๆ เช่น Phishing-Resistant และอื่นๆ ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของ Passkeys กับ Microsoft Entra ไปที่ Links เหล่านี้ครับ





ประมาณนี้ครับผม.....










วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ทำความรู้จักกับ Copilot in Azure (Azure Copilot)

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Microsoft Copilot ซึ่งเป็น Commercial AI Product ของทาง Microsoft ครับ ซึ่งทาง Microsoft ได้วางแผนให้ Microsoft Copilot ไปทำงานร่วมกับ Products/Services ต่างๆ ของ Microsoft ครับ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft 365, Microsoft Intune, Microsoft Purview, Microsoft Security Solutions, และอื่นๆ ครับ

และสำหรับบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Microsoft Copilot ที่ไปทำการ Integrate หรือไปทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ครับ หรือเรียกว่า "Copilot in Azure" หรือ "Azure Copilot" ครับ ซึ่งยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมากซักเท่าไร แต่ต้องบอกทุกท่านก่อนว่าเจ้า Copilot in Azure หรือ Azure Copilot มีประโยชน์มากสำหรับองค์กรตลอดจนท่านใดที่ใช้งาน Microsoft Azure อยู่ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Copilot in Azure หรือ Azure Copilot กันเลยครับ


ทำความรู้จักกับ Azure Copilot (Copilot in Azure)










โดยตัวของ Azure Copilot เป็น AI Assistant ที่ถูกนำมา Integrated ให้ทำงานกับ Microsoft Azure ครับ ซึ่งจะเข้ามาช่วยเราตั้งแต่การ Plan, Design, Operate, Optimize, และ Troubleshoot Microsoft Azure Environments 










โดยการนำเอา AI เทคโนโลยีเข้ามาช่วยครับ เช่น LLMs (เป็นรูปแบบของ AI ที่เข้าใจและโต้ตอบด้วย Natural Human Language) ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของ Copilot in Azure (Azure Copilot) ทำให้มันมีความสามารถในการโต้ตอบ (Response) และทำงานต่างๆ เช่น Queries, Generating Code, Summarize Data, เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น Copilot in Azure (Azure Copilot) ยังนำเอา LLMs และการทำ Governance, Access Control, Microsoft Graph, และอื่นๆ มาช่วยเราหรือองค์กรในการบริหารจัดการ Azure Environments ขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

อีกมุมหนึ่ง Copilot in Azure (Azure Copilot) คือ AI Agent ของเราที่สามารถเข้าถึงและใช้งานผ่านทาง Azure Portal, Azure CLI, และอื่นๆ  



















และด้วยความสามารถต่างๆ ในข้างต้นส่งผลทำให้ท่านที่เป็นผู้ดูแลบริหารจัดการ Microsoft Azure สามารถเห็นภาพรวมและข้อมูลต่างๆ แบบเจาะลึก (Deep Insight) ของ Azure Environments ที่ดูแลอยู่ เพื่อดำเนินการในเรื่องของการ Operations และการบริหารจัดการต่างๆ ใน Microsoft Azure ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย Azure Copilot เช่น ตัวอย่างในรูปด้านล่าง เราสามารถให้ Azure Copilot เข้ามาช่วยในการออกแบบ, Optimize ค่าใช่จ่าย, และอื่นๆ ในการสร้างและ Deploy Azure Virtual Machine ใช้งานในองค์กรครับ













หรือใช้ Azure Copilot ให้ช่วยตรวจสอบ Azure Services/Resources ต่างๆ ตามที่ต้องการ เช่น ผมต้องการทราบว่ามี Azure Services/Resources ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ดังรูปด้านล่างครับ













อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ เราสามารถให้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ช่วยเขียน KQL (Kusto Query Language) Query ในการลิสต์ Azure Virtual Machines ที่ใช้งานอยู่ตาม OS ดังรูปด้านล่างครับ


















โดย Default, ตัวของ Azure Copilot (Copilot in Azure) จะ Available ให้กับผู้ใช้งานทุกคนครับ แต่สามารถถูกกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือใช้งาน Azure Copilot (Copilot in Azure) จากผู้ดูแลและบริหารจัดการ (ผู้ที่มีสิทธิ์เป็น Global Administrator)














ยังมีความสามารถอีกเยอะแยะมากมายตลอดจน Use Cases ต่างๆ ที่เราสามารถจะใช้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ครับ บทความนี้เป็นเพียงแค่การพาทุกท่านไปทำความรู้จักแค่นั้น รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure Copilot (Copilot in Azure) ไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, Azure Copilot Overview | Microsoft Learn

ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะพอเห็นภาพว่า Azure Copilot (Copilot in Azure) ซึ่งเป็นการนำเอา AI เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและดำเนินการต่างๆ กับ Azure Environments ขององค์กรได้อย่างไร และที่สำคัญ ณ ตอนนี้ Azure Copilot (Copilot in Azure) ทาง Microsoft ให้ใช้งานได้ฟรี !!!!!! ครับผม.....






วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 4 (Passkeys)

      สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ "Passkeys" ซึ่งทาง Microsoft นำเอามาใช้งานใน Microsoft Entra ID ครับ สำหรับเรื่องที่มาที่ไปของ Passkeys นั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของกระบวนการ Authentication ครับ ซึ่งทาง Microsoft เองก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์คือทำให้กระบวนการทำ Authentication ของ Identity นั้นมีความแข็งแรงและปลอดภัยมากขึ้นครับ












โดยหากเรานึกถึงกระบวนการของทำ Authentication ในมุมของผู้ใช้งานก็จะต้องเตรียม (Username และ Password) หรือเรียกว่า "Credential" เพื่อทำการตรวจสอบ (Verified) ตัวตนกับ Identity Provider ที่องค์กรใช้งานอยู่ เช่น ถ้าเป็นของ Microsoft ถ้าอยู่ใน On-Premise ก็จะเป็นหน้าที่ของ Active Directory Domain Service (AD DS) หรือถ้าอยู่บน Cloud ก็จะเป็นหน้าที่ของ Microsoft Entra ID ครับ โดยการ Authenticate นั้น โดยปรกติก็จะเป็นแบบที่เรียกว่า "Single Step Authentication" คือ ฝั่งของผู้ใช้งานเตรียม Credentials เพื่อเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวครับ ซึ่งการ Authenticate แบบ Single Step นี้ 

*การใช้ Single Step Authentication (Passwords) ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีจากหลากหลายรูปแบบ เช่น Phishing, Brute Force, และ Credential Stuffing ครับ แต่จะเสี่ยงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ Identity ของแต่ละองค์กรเองว่าจะมีการจัดการเรื่องนี้อย่างไร เช่น มีการกำหนดและบังคับใช้ในเรื่องของ Password Policy, Account Lockout Policy, เป็นต้น แต่สังเกตให้ดีคือ ผู้ใช้งานยังคงจะมีหน้าที่ในการจัดการกับ Passwords ของตัวเอง รวมถึงจะต้องทำ Passwords ของตัวเองในแต่ละช่วงเวลาเพราะจะมี Policy บังคับให้เปลี่ยน Passwords ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาหรือเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในมุมของผู้ใช้งานครับ

หลังจากนั้นในเวลาต่อมามีการพัฒนาจาก Single Step Authentication (Primary Step Authentication) มาเป็น "Multi-Factor Authentication (MFA)" ครับ หรือบางท่านจะเรียกว่า "Two Steps Authentication" หรือ Secondary Step สำหรับการ Authentication ก็ได้ครับ โดยจะมีการเพิ่มขั้นตอนในการทำ Authentication เข้าไป เพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยมากกว่าแบบเดิมครับ ซึ่งทาง Microsoft เองก็มีการนำเอาคอนเซปและเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานครับ และก็พัฒนามาเป็นคอนเซปและเทคโนโลยีที่เรียกว่า "Passwordless" ครับ  และรูปด้านล่างจะเป็นรูปที่แสดงการเปรียบเทียบของวิธีการหรือรูปแบบต่างๆ ในการทำ Authentication กับ Microsoft Entra ID ครับ





















และจากรูปด้านบนที่แสดงถึงวิธีหรือรูปแบบต่างๆ สามารถสรูปได้ประมาณนี้ครับ

- Password (Primary Authentication) *คือ Single Step Authentication ที่อธิบายไว้ข้างต้นครับ

- Phone-Based Auth, SMS (Primary and Secondary Auth) และ Voice (Secondary Auth)

- OATH Auth (Secondary Auth) เช่น OTP, HW Tokens, และ SW Tokens

- Passwordless Auth (Primary และ Secondary Auth) เช่น Windows Hell for Business, FIDO2, อื่นๆ


เอาล่ะครับมาถึงตรงนี้ที่ออฟฟิศของท่านผู้อ่านใช้วิธีการหรือรูปแบบในการ Authentication ครับ สำหรับตัวผม ณ ปัจจุบันเลยก็ต้องเป็น MFA ครับ ซึ่งถือเป็นรูปแบบหรือวิธีการหนึ่งที่หลายองค์กรใช้กันอยู่ครับ รวมถึงเวลาที่เราเข้าไป Access Microsoft Cloud Services ต่างๆ เช่น Microsoft 365, Microsoft Azure, รวมถึง Cloud Services อื่นๆ ด้วยก็จะใช้รูปแบบดังกล่าวนี้เป็นอย่างน้อยในการทำการตรวจสอบ Identity ของผู้ใช้งานครับ และบางองค์กรก็เริ่มนำเอารูปแบบหรือวิธีการที่เรียกว่า "Passwordless" มาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ ซึ่งรูปแบบด้งกล่าวนี้ Microsoft Entra ID ก็รองรับครับ และถือว่าเป็นรูปแบบหรือวิธีการที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ครับ โดยตัวของ Passwordless เอง รองรับหลายแบบ ครับ เช่น Microsoft Authenticator (Mobile App), Windows Hello for Business (เป็น Windows Hello ที่ใช้งานในองค์กร), FIDO2, เป็นต้นครับ 

ที่นี้ก็มาถึง "Passkeys" กันแล้วครับ โดยผมขอเริ่มจากพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Passkeys กันก่อนครับ สำหรับ Passkeys นั้นคือ Modern, Highly Secure, และ User-Friendly ที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจาก Passwordless ให้มีความปลอดภัยมากขึ้นและจะมาแทนการใช้ Passwords ครับ อีกทั้ง Passkeys  ถูกสร้างมาให้รองรับกับ Standards ต่างๆ เช่น Web Authentication (WebAuthn), FIDO, เป็นต้น ตัวของ Passkeys ใช้คอนเซปของ Public-Key Cryptography ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 Keys หลัก คือ:

1. Private Key ถูกเก็บใน Device อย่างปลอดภัยและ Private Key จะอยู่และใกล้กับ Device นั้นๆ เสมอ

2. Public Key ถูกส่งและเก็บไว้ใช้งานโดย Services ต่างๆ เช่น Microsoft Entra ID และจะมีการผูกเข้ากับ User Account

Passkeys เป็น Unique Cryptographic Key Pairs (Private และ Public Keys) ที่มาพร้อมกับ Phishing-Resistant Authentication Method ซึ่งนำเอามาทำงานร่วมกับ Microsoft Entra Product Family (รวมถึง Microsoft Entra ID) โดยเราสามารถนำเอา Passkeys ไปให้กับผู้ใช้งานใช้งานเพื่อการทำ Authentication ซึ่งง่ายต่อการใช้งานและยัง Compliant กับ MFA Strategy อีกด้วย

และที่สำคัญ Passkeys จะเป็นวิธีการหรือรูปแบบของการทำ Passwordless Authentication ในอนาคต (อันใกล้) ครับ เนื่องด้วยมัมมีความปลอดภัยมากขึ้นเมื่อไปเปรียบเทียบกับการใช้ Passwords เพราะตัวของ Passkey มาพร้อมกับ Phishing-Resistant Solution อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ครับ อีกท้้งมันไม่สามารถนำเอาไป Reused ใช้งานได้ รวมถึงป้องกันการโดยขโมย และนี่คือข้อดีของ Passkeys ครับ:


- Phishing Resistance

- Brute Force Attack Prevention

- Enhanced Security (Private Key) 

- Contextual Authentication ตัวของ Passkeys เป็น Single Auth แต่สามารถใช้งานร่วมกับ Biometrics หรือ PIN เพื่อรองรับ MFA

- Standardized Support ใช้และรองรับ Open Protocols เช่น WebAuthn, FIDO, เป็นต้น

- Faster Sign-In

- อื่นๆ 


Passkeys กับ Microsoft Entra ID นั้น, จะเป็นการใช้งาน Passwordless Authentication ผ่านทาง Biometric, PIN-Based Verification ใน Registered Devices โดยจะมีการเก็บ Cryptographic Key (Private Key) อย่างปลอดภัยไว้ที่ Hardware ของ Device (เช่น TPM Chip) เพื่อให้มั่นใจในเรื่องของ Authorization โดยจะมีการส่งและเก็บ Public Key เอาไว้ใน Microsoft Entra ID ในขณะที่ Private Key ยังคงถูกเก็บไว้ใน Device อย่างปลอดภัย

และสำหรับ Microsoft Entra รองรับการใช้ Passkeys 2 แบบ คือ Device-Bound Passkeys กับ Synced Passkeys 

- Device-Bound Passkeys, ถูกเก็บอยู่ใน Device นั้นอย่างปลอดภัย

- Synced Passkeys, ถูกเก็บอยู่ใน Cloud Platform Credential Managers หรือ Password Managers (เช่น iCloud Keychain, Google Password Manager, เป็นต้น)

*ณ ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ Microsoft Entra support Device-Bound Passkeys GA เรียบร้อยแล้วในขณที่ Synced Passkeys เป็น Public Preview ครับ

นอกจากนี้แล้ว Microsoft ได้ประกาศและแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันแล้วว่าในวันที่ 1 September 2026, Microsoft จะกำหนดให้ Passkeys เป็น Default Authentication ใน Microsoft Entra ID ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถไปดูเพิ่มเติมได้จาก Link นี้ครับ, Microsoft Entra ID security updates: Passkeys are the default authentication method in Entra ID | Microsoft Security Blog









ตามด้วยการ Enable Passkeys ใน Microsoft Entra ID ครับ, How to enable passkeys (FIDO2) in Microsoft Entra ID - Microsoft Entra ID | Microsoft Learn


และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวเริ่มต้นของ Passkeys กับ Microsoft Entra ที่ผมอยากจะนำเสนอครับผม.....








วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Entra ตอนที่ 3

      สวัสดีครับทุกท่าน เรากลับมาพบกันอีกเช่นเคยครับ และในบทความนี้จะเป็นบทความที่เริ่มต้นเรื่องราวของการบริหารจัดการ Identity ครับ โดยใช้ Microsoft Entra ซึ่งเป็น Product Family ที่ทาง Microsoft ได้ออกแบบและพัฒนามาเพื่อช่วยองค์กรในการบริหารจัดการ Identities ต่างๆ ซึ่งใน Family ดังกล่าวนี้ยังมีสมาชิกอีกหลายตัวครับ โดยแต่ละตัวก็จะมาช่วยในการบริหารจัดการ Identities ที่ว่านี้ครับ 














แต่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดและสมาชิกใน Microsoft Entra ผมอยากจะปูพื้นเรื่องราวของการบริหารจัดการ Identity ก้นก่อนครับ และเหตุผลที่ผมอยากจะนำเอาเรื่องราวของ Identity มานำเสนอ ก็เพราะว่า ณ ปัจจุบันหลายองค์กรมีการนำเอา Cloud Computing คอนเซปและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งาน ผ่านทางผู้ให้บริการ Cloud (Cloud Service Providers) เช่น Microsoft, AWS, GCP, เป็นต้นครับ สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและจะต้องมีการวางแผน, ออกแบบ, ตลอดจนเรื่องของความปลอดภัยให้ดีและให้พร้อม นั่นก็คือ เรื่องของ "Identity" ครับ ณ วันนี้ Identity ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่ใช้ในการตรวจสอบเพื่อเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ในวันนี้ "Identity" ถือว่าเป็น Foundation หรือพื้นฐานที่สำคัญสำหรับ Modern Cybersecurity ครับ ดังนั้นก่อนที่เราจะเข้าไปบริหารจัดการตลอดจนสร้างความปลอดภัยให้กับ Identity จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับคอนเซปตลอดจนรายละเอียดที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ Identity เสียก่อนครับ 

ก่อนที่ผมจะเขียนบทความนี้ ในช่วงที่ผ่านมาผมได้เขียนเรื่องราวพืันฐานหรือ Foundation เกี่ยวกับ Identity เอาไว้ใน ITGeist FB ผมไปแล้ว 2 ตอนครับ จากนั้นจึงมาเขียนเป็นบทความนี้และถือว่าเป็นตอนที่ 3 ครับผม

ตอนที่ 1: https://www.facebook.com/share/p/18FSgcU2Qu/

ตอนที่ 2: https://www.facebook.com/share/p/1ZPeZzTuwn/


เอาล่ะครับ เรามาว่ากันต่อในเรื่องราวของการบริหารจัดการ Identity หลังจากที่ปูพื้นกันมาแล้ว 2 ตอนครับ โดยเนื้อหาของตอนที่ 3 ในบทความนี้ จะเริ่มด้วยคอนเซปการทำงานของการบริหารจัดการ Identity ดังรูปด้านล่าง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Identity, Identity Provider (IdP), เป็นต้นครับ













โดยเริ่มจากตัวผู้ใช้งาน (มุมขวาด้านล่างสุดของรูป) เริ่มดำเนินการโดยการส่ง  Authentication Request จากเครื่องของตัวเอง (รวมถึง App ที่เกี่ยวข้อง) ไปยัง IdP (เช่น Microsoft Entra ID) จากนั้น IdP จะทำการตรวจสอบ (Verify) Credentials (Username และ Password) ว่าถูกต้องหรือไม่ผ่านกระบวนที่เรียกว่า Authentication, ถ้าถูกต้อง IdP จะทำการส่ง "ID Token" ซึ่งเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ใช้งานกลับไป

และต่อมา IdP ได้รับ User Consent และทำการ Authorize ให้ผู้ใช้งานและ Apps สามารถทำการ Access Resources ต่างๆ โดยผ่านกระบวนการ Authorization ซึ่งจะทำการ Issued "Access Token" และจะถูกส่งไปยังเครื่องของผู้ใช้งานเช่นกัน จากนั้น IdP ก็จะทำการบันทึกเหตุการณ์และ Activities ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและที่เกี่ยวข้องกับ Identity ผ่านทางกระบวนการ Auditing ครับ

และนี่คือขั้นตอนการทำงานคร่าวๆ สำหรับการบริหารจัดการ Identity ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ IdP ซึ่งจะดำเนินการกระบวนการ "AAA" (Authentication, Authorization, Auditing) *รายละเอียดจะอยู่ในตอนที่ 1 ใน ITGeist FB ครับ


ในกรณีที่องค์กรต้องการ Solution ในการบริหารจัดการ Identity แบบครบวงจรและครอบคลุมทั้ง On-Premise และ Hybrid Cloud หากเป็น Solution ของทาง Microsoft นั่นก็คือ "Microsoft Entra" ครับและอย่างที่ผมเกริ่นไว้ข้างต้นว่า Microsoft Entra เป็น Product Family ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ, การสร้างความปลอดภัย, และอื่นๆ ให้กับ Identities ต่างๆ ในองค์กรครับ โดย Microsoft Entra Product Family นี้ยังมาพร้อมกับสมาชิกหลายตัวครับ เช่น


- Microsoft Entra ID (IAM)

- Microsoft Entra Verified ID

- Microsoft Entra ID Governance

- Microsoft Entra Permission Management

- อื่นๆ


สมาชิกตัวหนึ่งใน Family ดังกล่าว จะเป็นสมาชิกที่มีความสำคัญและถือว่าเป็นส่วนประกอบหลักในการบริหารจัดการ Identity นั่นก็คือ "Microsoft Entra ID" หรือชื่อเดิม "Azure Active Directory" ซึ่งผมเชื่อว่าเป็น Service ที่หลายๆ ท่านน่าจะรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีครับ นั่นหมายความว่าการที่เราจะดำเนินการในการบริหารจัดการ Identity ด้วย Microsoft Solution (Microsoft Entra) สมาชิกหรือ Service ตัวแรกที่เราควรจะรู้จักและทำความคุ้นเคยให้ได้มากที่สุดก่อนเลย นั่นก็คือ Microsoft Entra ID ครับ


Microsoft Entra ID 













เป็น Service ที่ทาง Microsoft ให้มาพร้อมกับ Cloud Services ต่างๆ ที่ทาง Microsoft ให้บริการอยู่ เช่น Microsoft Azure, Microsoft 365, เป็นต้นครับ โดย Microsoft Entra ID จะเป็น Service ที่ให้บริการ Solution ที่ชื่อว่า "Identity and Access Management" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "IAM" ครับ  และเราสามารถเรียกหรือบอกได้ว่า Microsoft Entra ID ทำหน้าที่เป็น IdP ที่ดำเนินการกระบวนการ AAA ครับ นอกจากนี้แล้วตัวของ Microsoft Entra ID ยังมาพร้อมกับความสามารถและฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย (ขึ้นอยู่กับ Editions) ในการบริหารจัดการ Identity ให้กับองค์กร


Editions ต่างๆ ของ Microsoft Entra ID มีดังนี้:


1. Microsoft Entra Free Edition, เป็น Edition ที่โดย Default จะถูก Bundle มาพร้อมกับ Microsoft Azure, Microsoft 365, และอื่นๆ โดยมาพร้อมกับความสามารถหลักๆ ในการบริหารจัดการ Identity เช่น การบริการจัดการ Accounts (Users และ Groups), Hybrid Identity Scenario, SSO, SSP (Cloud Users), เป็นต้น

2. Microsoft Entra ID P1 (Premium 1), เป็น Edition ที่สามารถทำทุกฟีเจอร์ของ Free Edition และมาพร้อมกับความสามารถเพิ่มเติม เช่น Dynamic Groups, Conditional Access, เป็นต้น

3. Microsoft Entra ID P2 (Premium 2), เป็น Edition ที่มาพร้อมกับความสามารถหรือฟีเจอร์ต่างๆ ที่อยู่ใน Free และ P1 และมีความสามารถเพิ่มเติม เช่น Microsoft Identity Protection, Microsoft Entra ID Governance, เป็นต้น

4. Microsoft Entra Suite เป็นชุดของ Services/Products ที่มาพร้อมกับความสามารถต่างๆ เช่น Network Access, Identity Protection, Identity Governance, และอื่นๆ 


รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับในแต่ละ Microsoft Entra ID Editions/Plans ไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, Microsoft Entra Plans and Pricing | Microsoft Security


เพิ่มเติมอีกซักนิดครับสำหรับเรื่องของการบริหารจัดการ Identity นั้น, Microsoft มี Solution ที่ชื่อว่า "Active Directory-Based Identity Solution" ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย Services ต่างๆ  คือ Active Directory Domain Service (AD DS), Microsoft Entra ID, และ Microsoft Entra Domain Service ครับ โดย Solution ดังกล่าวนี้ก็จะอยู่ในเรื่องของการบริหารจัดการ Identity และเกี่ยวข้องกับ Microsoft Entra ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Solution ดังกล่าวนี้ สามารถไปอ่านบทความนี้ได้เลยครับ, https://itgeist5blog.blogspot.com/2025/01/active-directory-based-identity.html


และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Microsoft Entra, Microsoft Entra ID ครับ โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม.....


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Monitoring vs Observability ตอนที่ 3

      สวัสดีครับทุกท่านสำหรับบทความนี้จะเป็นตอนที่ 3 สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับ Monitoring vs Observability ครับ โดย 2 ตอนก่อนหน้านี้ผมได้เล่าที่มาที่ไปตลอดจนรายละเอียดต่างๆ ไปแล้วสำหรับท่านใดที่เพิ่งจะมาอ่านบทความตอนนี้ สามารถย้อนกลับไปอ่านบทความทั้ง  2 ตอนก่อนนะครับ และอย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไปไว้ในบทความตอนที่ 2 ว่า ในบทความต่อมา (ตอนที่ 3) ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Service ตัวหนึ่งใน Microsoft Azure ที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการทำ Monitoring และ Observability ครับ และ Service ดังกล่าวนี้มีชื่อว่า "Azure Monitor" ครับ


ทำความรู้จักกับ Azure Monitor










Azure Monitor เป็น Service ใน Microsoft Azure โดยมีความสามารถในการ Monitoring และ Analytics กับ Azure Resources, On-Premise Infrastructure, และอื่นๆ และมาพร้อมกับ AI & ML เทคโนโลยีครับ โดยตัวของ Azure Monitor จะโฟกัสการ Monitoring แบบ Deep Insights และการทำ Analytics เพื่อให้เราเห็นและเข้าใจ Workloads หรือ Azure Resources นั้นๆ  (เช่น Applications) มี Performance และ Availability เป็นอย่างไร อีกทั้ง Azure Monitor ยังทำการ Identify เรื่องของ Optimization อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรานำเอา Azure Monitor มาทำการ Monitor Applications, Azure Monitor จะทำการ Monitor หรือตรวจสอบ Performance ของ Applications ดังกล่าวแบบ Real-Time, ทำการ Identify Bottlenecks, และ Issues ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ Performance และ Availability

*หมายเหตุ: Workloads หมายความถึงระบบหรือ Applications ต่างๆ ที่รันอยู่ Virtual Machines, PaaS Services, Container Services, เป็นต้น


และอย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่าได้มีการนำเอา AI และ ML เทคโนโลยีมาใช้กับ Azure Monitor, ทำให้ Azure Monitor สามารถทำการค้นหา (Detect) Anomalies และ Potential Issues ก่อนที่มันจะส่งผลกระทบกับ Performance และ Availability ของ Applications นั้นๆ นอกจากนี้แล้ว Azure Monitor ได้เตรียม View หรือมุมมองที่จะช่วยให้เราเห็นภาพและเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่ผลกับ Performance ของ Applications ส่งผลทำให้ง่ายต่อการที่เราจะทำการแก้ไข (Troubleshooting) 

นอกจากนั้นแล้ว Azure Monitor ยังเป็นอีก Service หนึ่งที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับ Services ตัวอื่นๆ ใน Microsoft Azure ตัวอย่างของ Services อื่นๆ ใน Microsoft Azure ที่ถูกนำเอามา Integrate และทำงานร่วมกับ Azure Monitor เช่น Azure Policy, Azure Log Analytics Workspace, เป็นต้น  โดยเฉพาะ Azure Log Analytics Workspace ถือว่า Service และส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับ Azure Monitor ครับ เพราะจากข้างต้นทุกท่านจะเห็นแล้วว่า Azure Monitor สามารถทำการตรวจสอบ (Monitoring) และ วิเคราะห์ (Analytics) Performance และ Availability ของ Workloads/Apps, และอื่นๆ การที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก Workloads/Apps ที่เราต้องการให้ Azure Monitor ทำการตรวจสอบ และข้อมูลที่ว่านี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. Metric Data, ข้อมูลชนิดนี้เป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน (Usage) จาก Processor, Memory, และอื่นๆ

2. Log Data, ข้อมูลชนิดนี้เป็นข้อมูลที่เก็บเหตุการณ์และ Activities ต่างๆ

โดยข้อมูลทั้ง 2 ชนิดข้างต้นจะถูกรวบรวมมาจาก Workloads ที่เราต้องการครอบคลุมทั้ง On-Premise และ On Cloud ครับ

ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเตรียมไว้ก่อน คือ ที่ที่สำหรับเก็บข้อมูลดังกล่าวครับ และ Azure Log Analytics Workspace คือ Service ที่เตรียมที่สำหรับเก็บข้อมูลที่ว่านี้ได้ครับ อีกทั้งเรายังสามารถทำการ Query ข้อมูลที่เก็บใน Azure Log Analytics Workspace ได้อีกด้วยครับ โดยใช้ Query Language ที่ชื่อว่า "Kusto Query Language" หรือ "KQL" ครับ

ดังนั้นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งเลยก่อนที่เราจะใช้งาน Azure Monitor คือ การ Planning และ Designing เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะนำเอา Azure Monitor มาใช้งาน เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น Cost, Security, และอื่นๆตลอดจนความต้องการ (Requirements) ที่จะต้องนำเอาคิดและพิจารณาครับ 

รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ Azure Monitor สามารถไปที่ Link นี้ได้เลยครับ, Azure Monitor | Microsoft Azure










และ Link นี้ครับ, Azure Monitor documentation - Azure Monitor | Microsoft Learn












ประมาณนี้ครับผม.....