วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

10 Features ที่น่าสนใจใน Windows 10

     สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความตอนนี้ของผมจะเป็นการลัดคิวซักหน่อยนะครับ เพราะตามที่ผมวางแผนไว้จะมาคุยกันต่อในเรื่องของ EMS แต่พอดีมีหลายๆ ท่านอยากให้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจใน Windows 10 ครับ เลยเป็นที่มาของบทความนี้ครับ  ต้องบอกว่า Windows 10 กำลังเป็นเรื่องที่ฮอทและเป็นที่สนใจของหลายๆ ท่านครับ  ประกอบทาง Microsoft ได้เปิดตัว Windows 10 แล้ว และมีหลายๆ ท่านได้ทำการดาวน์โหลด ไปติดต้ังและทดลองใช้งานกัน ส่วนตัวผมได้ทำการ Upgrade จาก Windows 8.1 มาเป็น Windows 10 เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนตัวชอบมากครับ ประกอบกับมาพร้อมกับ Features ต่างๆ ที่น่าสนใจเพียบ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราทำความรู้จักกับ Features ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจใน Windows 10 กันเลยครับผม



1. Start Menu
เป็นฟีเจอร์แรกที่ต้องพูดถึงครับ เพราะมันถูกนำกลับมาอีกครั้ง โดยแต่เดิมมันจะเป็นอินเตอร์เฟซเต็มๆ เลยใน Windows 8 และ 8.1 แต่ใน Windows 10 เจ้า Start Menu จะอยู่ที่มุมล่างด้านซ้ายครับโดยทำการคลิ๊กที่ปุ่ม Windows ครับ ดังรูป  ท่านผู้อ่านสามารถใส่ฟีเจอร์บางอย่างลงไปใน Start Screen ได้ เช่น เพิ่ม Live Tiles โดยสามารถ เพิ่ม ลบ เปลี่ยนตำแหน่งและปรับขนาด Live Tiles ได้ครับ


2. Windows Store Apps
ใน Windows 8, เมื่อต้องการใช้งานหรือเข้าไปดาวน์โหลดซอฟท์แวร์สำหรับ Windows 8 เราจะเข้าไปใน Windows Store ซึ่งมันจะเป็นแบบ Full Screen ซึ่งในมุมมองของผู้ใช้งานรู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวกและคล่องตัวในการใช้งานครับ  ดังนั้นใน Windows 10 ในส่วนของ Windows Store Apps จะเปิดและทำงานเป็น Windows นึงเท่านั้นครับไม่ได้เป็น Full Screen เหมือนในเวอร์ชั่นก่อนครับ


3. Cortana
ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จัก Cortana คืออะไร?  และเอาไว้ใช้ทำอะไร ผมขออธิบายและแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ Cortana ครับ  Cortana คือ ผู้ช่วยส่วนตัวที่ความเฉลียวฉลาด ที่จะมาช่วยเราในการค้นหาสิ่งต่างๆ ในเครื่องของคุณ, จัดการ Calendar, ค้นหาไฟล์ และอื่นๆ โดยเราสามารถพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาหรือพูดกับ Cortana ครับ หรือจะให้ Cortana ช่วยเตือนความจำเรา เช่น ให้ทำการเตือนเราให้โทรหาลูกค้า ตอนเวลาบ่ายโมง ครับ เป็นไงครับ น่าใช้มั๊ยครับสำหรับ Cortana



4. Task View
คือฟีเจอร์ที่แสดงรายการแอพพิเคชั่นต่างๆ  ที่ถูกเปิดใช้งานอยู่  ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถสลับหน้าจอไปมาได้อย่างสะดวกและง่ายมากขึ้น สามารถเรียกใช้งานได้โดยคลิ๊กที่ปุ่ม Task View หรือกด ALT + Tab ครับ ดังรูป


5. Snap Assist
คือฟีเจอร์ที่ทำการจัดเรียงแอพพิเคชั่นที่เปิดใช้งานอยู่ใน Task View ให้ขึ้นมาทำงานพร้อมๆ กันบนหน้าจอ ซึ่งสามารถทำได้โดยการคลิ๊ก ลากและวางแอพพิเคชั่นนั้นๆ ที่ต้องการ ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถวางแอพพิเคชั่นในหน้าจอเดียวกันได้มากถึง 4 แอพพิเคชั่นครับ



6. Microsoft Edge

เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากที่สุดฟีเจอร์หนึ่งใน Windows 10 ครับ เพราะนี้คือ Browser ตัวใหม่ที่จะมาใช้งานแทน Internet Explorer ที่เราคุ้นเคยและใช้งานกันมานานครับ โดย Microsoft Edge ถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วยังเป็น Browser ที่ให้ท่านผู้อ่านสามารถทำการจดโน๊ต, เขียน, ขีดเส้น และรวมถึงไฮไลท์ไปที่หน้าเว็ปเพจได้เลยโดยตรง จากนั้นทำการ Save และแชร์ได้ด้วยครับ
 

 
7. Virtual Desktop
เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจและถูกใส่เข้ามาใน Windows 10 ครับ  ทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างสะดวกมากขึ้นครับ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านยังสงสัยอยู่ใช่มั๊ยครับว่า Virtual Desktop ใน Windows 10 คืออะไร ผมขออธิบายแบบนี้นะครับว่า โดยปรกติแล้ว ถ้ามีจอหรือมอนิเตอร์เดียวแล้วต่อเข้ากับเครื่องของเรา เราก้อจะมีหน้าจอหรือ Screen เดียวที่เราใช้ในการทำงานรวมถึงการรันแอพพิเคชั่นต่างๆ  ซึ่งมันยังคงใช้งานลักษณะแบบนี้ได้ถ้าเราทำงานโดยเปิดใช้งานแค่ Browser และ  Microsoft Office นั่นหมายถึงเราเปิดหรือรันแอพพิเคชั่นแค่สองถึงสามแอพพิเคชั่นเท่านั้น  แต่ในความเป็นจริงแล้วผมเชื่อว่าเราเปิดใช้งานหรือรันแอพพิเคชั่นมากกว่านั้นเยอะครับ สิ่งที่จะมาช่วยเราได้ในการจัดการการใช้งานแอพพิเคชั่นหลายๆ ตัวในกรณีที่เรามีจอหรือมอนิเตอร์เดียวได้คือ เราต้องมีจอหรือมอนิเตอร์เพิ่มครับ ซี่งผมเองก้อใช้งานแบบนี้เหมือนกัน  ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มอนิเตอร์เพิ่มกับผู้ใช้งานทุกคนในองค์กร เพราะฉะนั้นเราจัดการกับแอพพิเคชั่นต่างๆ ที่เราทำงานอยู่ได้โดยมีเพียงแค่มอนิเตอร์เดียวได้อย่างไร  คำตอบคือ เราสามารถทำได้ใน Windows 10 โดยใช้ Virtual Desktop ครับ  โดยฟีเจอร์นี้จะให้ท่านผู้อ่านทำการสร้างหลาย ๆ Screens ขึ้นมา และสามารถทำการจัดเรียงแอพพิเคชั่นต่างๆ แยกตาม Screens ได้ครับ เช่น  Screen แรกของผมจะเป็นแอพพิเคชั่นที่ใช้เกี่ยวกับการทำงาน ส่วนอีก Screen หนึ่งรันแอพพิเคชั่นเกี่ยวกับการดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้นครับ
 

 
8. Action Center
เป็นฟีเจอร์ที่ถูกปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะช่วยเตือนให้เราทราบถึงข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ และจะไม่หายไปเหมือนใน Windows 8 โดย Action Center ใน Windows 10 จะมี Notification Slide และมาพร้อมกับ Quick-Action Buttons เพื่อใช้ในการทำงานต่งๆ เช่น การ Activate Bluetooth, การเชื่อมต่อ VPN และอื่นๆ ดังรูปด้านล่างครับ


9. Universal Apps

เป็นฟีเจอร์ที่เหมาะสำหรับท่านผู้อ่านที่มีดีไวซ์ใช้งานหลายๆ ดีไวซ์ แต่ต้องบอกว่าเป็น Windows ดีไวซ์นะครับ ใน Windows 10 ได้เตรียมแอพพเคชั่นต่างๆ ดังนี้ Photos, Videos, Music, Maps, People & Messaging and Mail & Calendar) สามารถใช้งานแอพพิเคชั่นเหล่านี้ ซึ่งในอนาคตจะมีมากกว่านี้บน Windows ดีไวซ์ตัวไหนก้อได้โดยการใช้งานแอพพิเคชั่นดังกล่าวนี้จะยังคงทำงานและให้ความรู้สึกไม่แตกต่างเลย ถึงแม้ว่าเราจะทำการเปลี่ยนดีไวซ์ นอกจากนี้แล้วข้อมูลต่างๆ ท่านผู้อ่านสามารถเก็บและทำการซิงค์โดยอัตโนมัติผ่านทาง OneDrive ได้อีกด้วยครับ

10. Windows Hello
เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับความปลอดภัยในการ Authentication เพื่อเข้าใช้งานเครื่องหรือดีไวซ์ต่างๆ  เพราะโดยปรกติผู้ใช้งานจะสามารถเข้าไปใช้งานเครื่องหรือดีไวซ์ต่างๆ จะต้องมี Username และ Password เพื่อทำการ Authentication ซึ่ง ณ ปัจจุบันอาจจะไม่ค่อยมีความปลอดภัยมากเท่าไร  เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้อ่านต้องการความปลอดภัยที่ดีกว่าการเข้าใช้งานและการ Authentication โดยใช้ Username และ Password ผมอยากให้ลองใช้งาน Windows Hello ครับ เพราะ Windows Hello ใช้ Biometrics ครับ เช่น ใบหน้า, ม่านตา หรือลายนิ้วมือ เพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 ดีไวซ์ครับ  รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้จากลิ๊งค์นี้ครับผม http://blogs.windows.com/bloggingwindows/2015/03/17/making-windows-10-more-personal-and-more-secure-with-windows-hello/
 
ต้องบอกว่ายังมี Features ที่น่าสนใจมากกว่านี้นะครับ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า Features ข้างต้นที่ผมนำมาเสนอนั้นน่าสนใจครับ อย่าลืมไปลองเล่นและใช้งาน Windows 10 กันนะครับผม.....

 

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทำความรู้จักกับ Microsoft Enterprise Mobility Suite (EMS) Part 1

    
    
     สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านสำหรับบทความตอนนี้ผมจะนำเอาเรื่องราวของ Microsoft Cloud Service ตัวนึงที่น่าสนใจมากๆ ครับมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกัน  เพราะผมเชื่อว่าไม่ช้าก็เร็วเราจะต้องเจอหรือได้ใช้เจ้า Cloud Service ตัวนี้แน่ๆ ครับผม  ก่อนที่จะพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ Cloud Service ดังกล่าวนี้  ผมขออนุญาตพูดถึงวลีนึงที่เชื่อว่าทุกท่านน่าจะเคยได้ยินครับ “Work From Anywhere” หรือแปลว่า ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ผ่านหูผ่านตาเรามาบ้างใช่มั๊ยครับ ประกอบกับมีความต้องการของผู้ใช้งานในองค์กร ที่อยากจะนำเอาอุปกรณ์หรือดีไวซ์ของตัวเอง เพื่อขอใช้งานแอพพิเคชั่นต่างๆ ขององค์กรตลอดจนการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ขององค์กร  ซึ่งจะเรียกว่า “Working Anywhere And From Any Device”  หมายความว่าผู้ใช้งานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ด้วยอุปกรณ์หรือดีไวซ์ใดๆ ก็ได้ครับ  ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ผมได้อธิบายมาในข้างต้น  จึงกลายเป็นวิสัยทัศน์ของหลายๆ องค์กรที่จะก้าวเข้าสู่โลกของ Mobile-First, Cloud-First ครับ 
ด้วยแนวคิดนี้ทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานสำหรับผู้ใช้งาน โดยสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในออฟฟิศ และสามารถใช้งานแอพพิเคชั่นขององค์กร รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ  จากดีไวซ์อะไรก็ได้ตามความต้องการไม่ใช่เฉพาะดีไวซ์ที่องค์กรได้จัดเตรียมไว้ให้อีกต่อไป
แนวคิดและที่จะทำให้องค์กรสามารถปรับปรุงและพัฒนาระบบไอทีเพื่อให้รองรับสิ่งที่ผมได้อฺธิบายไปในตอนต้นนั้นเรียกว่าการทำ “Enterprise Mobility” ซึ่งจะประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 ส่วน ดังนี้

1. Users
2. Devices
3. Apps
4. Data

โดยทั้ง 4 ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่สำคัญที่ท่านผู้อ่านจะต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนจะปรับปรุงและพัฒนาระบบไอทีให้รองรับกับแนวคิด Enterprise Mobility  ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงการพิจาณาเฉพาะในส่วนของ Users และ Devices ที่ผู้ใช้งานต้องการเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงส่วนของ Apps ว่าจะถูกใช้งานอย่างไรบน Devices ต่างๆ  ที่ผู้ใช้งานในนำมาใช้งานเอง และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ Data ซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องมาพิจารณาว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าข้อมูลขององค์กรยังคงมีความปลอดภัย ไม่ว่าผู้ใช้งานจะทำงานจากที่ไหน และใช้ Devices ใดๆ ก็ได้ในการใช้งาน Apps และเข้าถึง Data หรือข้อมูลขององค์กร 
จากแนวคิด Enterprise Mobility ข้างต้นจะสามารถทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นได้โดยใช้ Cloud Services ของทาง Microsoft ซึ่งได้เตรียมชุดของ Cloud Services ที่เรียกว่า “Enterprise Mobility Suite” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “EMS”  โดย EMS ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรใดๆ ก็ตามที่มีความต้องการที่จะพัฒนาและปรับปรุงระบบไอทีให้รองรับกับแนวคิด Enterprise Mobility ซึ่งมีส่วนประกอบหลักทั้งหมด 4 ส่วนตามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ครับ 
โดย EMS ของทาง Microsoft ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ ที่จะมาตอบโจทย์แนวคิด Enterprise Mobility (ซึ่งมีส่วนประกอบทั้งหมด 4 ส่วน) ดังนิ้

1. Hybrid Identity
2. Mobile Device Management
3. Data Protection

สำหรับแต่ละส่วนจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง  เอาไว้ติดตามใน Part 2 ครับผม…..

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Protecting Your Data With MS. Azure Part 2

    
บทความตอนนี้ของผมจะเป็นเรื่องราวที่ตอนเนื่องมาจากบทควาตอนที่แล้วเกี่ยวกับ Microsoft Azure Backup โดยจากบทความตอนที่แล้วมาถึงขั้นตอนของการดาวน์โหลด Vault Credential  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาดูขั้นตอนต่อไปกันเลยครับผม 

3. ทำการติดตั้ง Azure Backup Agent
ให้ท่านผู้อ่านไปที่ Myvault จากนั้นให้เลือก Download Agent ดังรูป
 


จากนั้นให้ท่านผู้อ่านทำการ Save Azure Backup Agent ไว้ในที่ที่ต้องการ ดังรูปครับ



เมื่อดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ให้ท่านผู้อ่านทำการติดตั้ง Azure Backup Agent ที่เครื่องที่ต้องการแบ็คอัพข้อมูลครับ ให้ท่านผู้อ่านทำการดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไฟล์ Azure Backup Agent  ที่ได้ดาวน์โหลดมา ดังรูปครับ

จากนั้นให้รอสักครู่ครับ ท่านผู้อ่านจะเข้าสู่การติดตั้ง ในส่วนของ Installation Settings ให้ท่านผู้อ่านทำการคลิ๊ก Next ต่อไปได้เลยครับ ดังรูป


ในส่วนของ Proxy Settings ให้คลิ๊ก Next ต่อไปได้เลยครับ



ในส่วนของ Installation ให้ทำการคลิ๊ก Install ดังรูป



จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่การติดตั้ง Azure Backup Agent



เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้ทำการคลิ๊กที่ปุ่ม Proceed to Registration ดังรูปด้านล่าง



จากนั้น Microsoft Azure  จะถามหา Vault Credential ที่ได้ทำการดาวน์โหลดเก็บไว้ก่อนหน้านี้  ให้ท่านผู้อ่าน Browse หา Vault Credential เพื่อทำการ Register เครื่องดังกล่าวนี้ครับ





จากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอ ดังรูปด้านล่างครับ



จากนั้นให้คลิ๊ก Next ครับ  ส่วนต่อมาคือ Encryption Settings ให้ทำการคลิ๊กปุ่ม Generate Passphrase



จากนั้นให้ท่านผู้อ่านกดปุ่ม Browse เพื่อทำการเก็บ Passphrase ดังรูป
 

 
 
 
 
จากนั้นกดปุ่ม Finish ครับ จากนั้นจะเริ่มทำการ Registration ครับ  ใช้เวลาสักครู่ครับ  ถ้ากระบวนการ Registration เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้อ่านจะเห็นดังรูปด้านล่างครับ
 




จากนั้นให้กดปุ่ม Close ครับ  จากนั้นจะเข้าสู่คอนโซลของ Microsoft Azure Backup ดังรูป ด้านล่างครับ

 
จากนั้นเราสามารถทำการกำหหนดค่าต่างๆ  สำหรับการ Backup ได้แล้วครับ สำหรับรายละเอียดเรื่องนี้ผมขอยกยอดไป Part 3 ครับผม.....