สวัสดีครับทุกท่าน เรากลับมาพบกันอีกเช่นเคยครับ และสำหรับบทความนี้ผมอยากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบริหารจัดการ Servers (ครอบคลุมทั้ง Windows & Linux Servers) ที่หลายๆท่านจะต้องไปทำการบริหารจัดการ Servers เหล่านี้ซึ่งอยู่ใน IT Environments (Hybrid & Multi-Cloud) ขององค์กร โดยการบริหารจัดการดังกล่าวนี้ก็จะประกอบไปด้วยงานหรือ Tasks ต่างๆ ครับ แต่ Task หนึ่งที่ผมอยากจะหยิบมานำเสนอและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผมจะนำมาเล่าและนำเสนอในบทความนี้ก็คือ การ Update Patches ต่างๆ หรือที่เราเรียกกันว่าการทำ "Patch Management" ครับ
และผมเชื่อว่าการทำ Patch Management ที่ว่านี้หลายๆ ท่านน่าจะคุ้นเคยและมีประสบการณ์กันอยู่แล้ว โดยดำเนินการ Task ที่ว่านี้ผ่านทาง Solutions ต่างๆ ที่มีให้เลือกพิจารณาหลากหลายครับ ซึ่งมีทั้งฟรีและมีค่าใช้จ่าย แต่เหนือสิ่งอื่นใดและสำคัญมากนั่นก็คือ วัตถุประสงค์ของการที่เราจะดำเนินการการทำ Patch Management นี้ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับ Servers ต่างๆ ที่อยู่ใน IT Environments ขององค์กร ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการลดความเสี่ยงที่ Servers จะถูก Attack หรือโจมตี เพราะการทำ Patch Management จะเป็นการอุดช่องโหว่ตลอดจนความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาครับ จึงทำให้หลายๆ องค์กรเตรียมความพร้อมและดำเนินการเรื่องดังกล่าวนี้:
Microsoft Patch Management
โดยผมขอเริ่มที่การทำ Patch Management กับ Servers ที่เป็น Windows Server ก่อนนะครับ โดยใช้ Solutions ของทาง Microsoft ครับ ซึ่งจะมี 2 Options ให้เลือกคือ:
1. Windows Server Update Service (WSUS) - คือฟีเจอร์หนึ่งที่อยู่ใน Windows Server ที่จะเข้าดำเนินการในเรื่องของการ Patch Management ครับ และต้องบอกว่า WSUS ถือว่าเป็น Option ที่หลายๆ องค์กรนิยมใช้ครับ *Microsoft ได้แจ้งไปแล้วว่าจะหยุดการพัฒนา WSUS (ตั้งแต่ปี 2024) หมายความว่าจะไม่มีฟีเจอร์ใหม่ออกมาแล้ว แต่ทาง Microsoft ยังคงให้การ Support อยู่ครับ
2. Microsoft Configuration Manager (ชื่อเดิม คือ SCCM) ฟีเจอร์ Software Updates - สำหรับ Option นี้ Required Microsoft Configuration Manager เข้ามาดำเนินการการทำ Patch Management ผ่านทางฟีเจอร์ที่ชื่อว่า "Software Updates" ครับ
โดยทั้ง 2 Options มีความแตกต่างกันในแง่ของการทำ Patch Management เบื้องต้นือย่างที่หลายๆ ท่านทราบกันอยู่แล้วว่า WSUS ไม่มีค่าใช้จ่าย ในขณะที่ Microsoft Configuration Manager มีค่าใช้จ่ายครับ แต่มีจุดหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทั้ง 2 Options Required Servers (Physical หรือ VM) เพื่อทำการติดตั้งและดำเนินการครับ ส่วนจะเลือก Options ใดทั้งนี้จะขึ้นอยู๋กับ Requirements ของแต่ละองค์กรครับ และจะต้องมีการวางแผนและออกแบบ Patch Management ที่ว่านี้ด้วยครับ เช่น ต้องการ Windows Server (Physical หรือ VM) กี่ตัว, จะต้องมีการติดตั้งที่ใดบ้าง (On-Premise หรือ Cloud), และอื่นๆ เป็นต้นครับ
Evolution ของ Microsoft Patch Management
ต่อมาเมื่อ Microsoft มี Microsoft Azure ให้บริการ ทาง Microsoft ก็ได้พัฒนา Solution ในการทำ Patch Management ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อเป็นทางเลือกให้กับองค์กรหรือสำหรับท่านใดที่ต้องการทำ Patch Management โดยในต่อนั้นทาง Microsoft ได้นำเอา Service หนึ่งใน Microsoft Azure มาเพิ่มความสามารถหรือฟีเจอร์ในการทำ Patch Management โดย Service นี้มีชื่อว่า "Azure Automation Account" ซึ่งให้บริการในรูปแบบ (Service Model) ที่เรียกว่า PaaS ครับ นั่นหมายความว่าเราสามารถทำ Patch Management โดยที่ไม่ต้องมี Servers เหมือนกับก่อนหน้านี้ครับ!!!!! และในเวลาต่อมาอีกครับทาง Microsoft ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนาเรื่องของ Patch Management ต่ออีกครับ คราวนี้พัฒนาและต่อยอดมาจาก Azure Automation Account และพัฒนามาเป็น "Azure Update Manager" โดย ณ ตอนนี้เรียกว่าเป็นเวอร์ชั่นแรกของ Azure Update Manager ครับ และจนมาถึง ณ ปัจจุบัน ทาง Microsoft ได้มีการพัฒนาความสามารถหรือฟีเจอร์ต่างๆ ของ Azure Update Manager มาเรี่อยๆ ครับ (ณ ตอนนี้ถือว่าเป็นเวอร์สองของ Azure Update Manager ครับ)
Azure Update Manager คือ?
Azure Update Manager คือ Service หนึ่งที่อยู่ใน Microsoft Azure ซึ่งให้บริการในรูปแบบ (Service Model) คือ PaaS ครับ โดย Azure Update Manager เป็น Patch Management ที่ให้บริการสำหรับการ Updates ต่างๆ แบบ Centralized, Cross-Platforms (Windows & Linux), รองรับการ Hybrid และ Multi-Cloud Environments ครับ
ความสามารถหลักของ Azure Update Manager
- Automated Patch Management
- Reporting
- Scheduling
- Policies
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure Update Manager สามารถไปที่ Link นี้ได้เลยครับผม, Azure Update Manager Overview | Microsoft Learn
การทำ Patch Management ถือว่าเป็นงานหนึ่งที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Cybersecurity โดยตรง ดังนั้นหากว่าท่านผู้อ่านท่านใดเข้าไปเกี่ยวข้องและกำลังศึกษาเรื่องดังกล่าวนี้ ตลอดจนกำลังมองหา Patch Management Solutions อยู่ อย่าลืมหยิบเอา Azure Update Manager ไปพิจารณาด้วยนะครับ.....






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น