วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

Data Protection & Recovery (Microsoft Solutions)

     สวัสดีครับทุกท่านสำหรับบทความตอนนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Data Protection & Recovery Solutions ของทาง Microsoft โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรโดยได้รับโอกาสให้ไปบรรยายถึงเรื่องของ Data Protection & Recovery รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือและโซลูชั่นที่ทาง Microsoft ได้ตระเตรียมไว้ให้กับลูกค้าว่ามีอะไรบ้างรวมถึงการสาธิตการใช้งานเครื่องมือเหล่านั้นด้วยครับ 

ก่อนอื่นเลยผมอยากให้ท่านผู้อ่านได้ รู้จักกับโซลูชั่น Business Continuity (BC) และ Disaster recovery (DR) ของทาง Microsoft ว่าเป็นอย่างไร ดังรูปด้านล่างครับ



จากรูปด้านบนแสดงถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ  ที่ทาง Microsoft ได้เตรียมเอาไว้สำหรับให้ลูกค้าวางแผนและจัดการเรื่องราวของการปกป้องข้อมูล, การเรียกคืนข้อมูล ตลอดจนเรื่องของ Business Continuity (BC) และ Disaster recovery (DR) ครับ  และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ ทีละตัวเพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและห็นภาพทั้งหมดว่าสิ่งที่ทาง Microsoft ได้เตรียมสำหรับเรื่องนี้เป็นอย่างไร  และต้องบอกว่าเครื่องไม้เครื่องมือบางตัว  ท่านผู้อ่านมีอยู่ในออฟฟิศหรือในองค์กรของท่านเรียบร้อยแล้วครับ  โอเคครับมาดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
 
1.  Windows Server Backup
เป็นเครื่องมือที่ทาง Microsoft ได้เตรียมเอาไว้ให้ลูกค้า และได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องครับจนถึงในเวอร์ชั่นล่าสุดคือ Windows Server 2012 R2  สำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่ยังไม่รู้จักเจ้า Windows Server Backup ผมขออธิบายคร่าวๆ  ว่า  Windows Server Backup เป็นฟีเจอร์หนึ่งที่มาพร้อมกับ Windows Server  ครับ เราสามารถทำการติดตั้งเพิ่มเติมเข้าไปได้เลยเพื่อทำการปกป้องหรือสำรองข้อมูลในองค์กรของท่านผู้อ่านได้เลยครับ ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อครับผม จากรูปด้านล่าง ท่านผู้อ่านสามารถทำการติดตั้ง Windows Server Backup Tool เข้าไปได้เลยครับ


โดยท่านผู้อ่านสามารถใช้ Windows Server Backup  ทำการปกป้องหรือสำรองข้อมูลต่างๆ เช่น File Server, Hyper-V Server และอื่นๆ ครับ  โดยสามารถสำรองข้อมูลเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ Disk หรือ Removable Media ยกเว้นอย่างเดียวที่เก็บไม่ได้คือ Tape ครับ  เหตุผลก็เพราะว่าทาง Microsoft มองว่าการเก็บข้อมูลลงดิสก์สามารถทำการกู้คืนข้อมูลได้เร็วกว่าครับ นอกจากนี้แล้วยังสามารถตั้งเวลา (Schedule) ได้ด้วยครับและยังมีออฟชั่นต่างๆ ให้กำหนดอีกมากมายครับ

สำหรับในกรณีที่ท่านผู้อ่านต้องการกู้คืนทั้งระบบของเครื่องเซิฟเวอร์นั้น ๆ  หากเกิดกรณีที่เครื่องดังกล่าวมีปัญหา  สามารถใช้ Windows Server Backup ได้เช่นกันครับ และทำการกู้คืนระบบดังกล่าวโดยใช้ฟีเจอร์ที่ชื่อว่า “Windows RE” ครับ รายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ Windows RE ได้จาก Link นี้ครับ https://technet.microsoft.com/en-us/library/hh825173.aspx  สำหรับอีกออฟชั่นที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาคือการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ครับ  โดยท่านผู้อ่านสามารถทำการสำรองข้อมูลซึ่งเดิมจะเก็บเอาไว้ในดิสก์หรือ Removable Media แล้ว ยังสามารถไปเก็บไว้ใน Cloud หรือใน Microsoft Azure ได้ด้วยครับ 
 
2.  Azure Backup
เป็นฟีเจอร์หรือเซอร์วิสหนึ่งที่ให้บริการอยู่บน Microsoft Azure  โดยท่านผู้อ่านสามารถที่จะทำการปกป้องหรือสำรองข้อมูลที่อยู่ในเซิรฟเวอร์ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์, ดาต้าเบส (Microsoft SQL), เมล์ (Microsoft Exchange) และอื่นๆ ที่อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเราไปเก็บไว้ในสตอเรจของ Microsoft Azure ข้อดีคือ เรามีการเก็บข้อมูลอีกชุดเพิ่มขึ้นมาและอยู่ภายนอก (Off-Site) องค์กร และง่ายต่อการบริหารและจัดการ  การสร้างสตอรเรจเพื่อการจัดเก็บข้อมูลในกรณีที่จะทำการสำรองข้อมูลไปเก็บไว้บน Microsoft Azure นั้นจะเรียกว่าการสร้าง “Backup Vault” ดังรูปด้านล่างครับ
 
 
จากรูปคือ Backup Vault ที่ผมได้สร้างขึ้นบน Microsoft Azure ของผมครับ ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นว่ามีการบอกถึงขั้นตอนต่างๆ  ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ชัดเจนครับ  ผมขออธิบายคร่าวๆ นะครับ หลังจากที่สร้าง Backup Vault เรียบร้อยแล้ว  ในขั้นตอนต่อมาท่านผู้อ่านจะต้องทำการดาวน์โหลด “Vault Credentials” เพื่อใช้ในการตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนระหว่างเครื่องเซิฟเวอร์ที่ท่านผู้ต้องการจะทำการสำรองข้อมูลกับ Microsoft Azure ครับ  และขั้นตอนสุดท้ายคือ ทำการดาวน์โหลดและติดตั้ง “Microsoft Azure Backup Agent” ซึ่งจะเป็น Agent ที่ท่านผู้อ่านจะต้องไปทำการติดตั้งที่เครื่องเซิรฟเวอร์เครื่องใดก็ตามที่ท่านผู้อ่านต้องการสำรองข้อมูลครับ  และล่าสุดทาง Microsoft Azure ได้เพิ่มออฟชั่นให้เราสามารถทำการสำรองข้อมูลจากเครื่องของผู้ใช้งานไปเก็บไว้ที่ Microsoft Azure ได้แล้วครับ  ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะสามารถทำการสำรองข้อมูลจากเครื่องเซิรฟเวอร์เท่านั้นครับ  และรูปด้านล่างคือ หน้าตาของ Microsoft Azure Backup Agent ที่ผมได้ทำการติดตั้งไปยังเครื่องที่ผมต้องการปกป้องหรือสำรองข้อมูลครับ


เป็นไงบ้างครับท่านผู้อ่านพอคุ้นหน้าคุ้นตามั๊ยครับสำหรับคอนโซลของ Microsoft Azure Backup ซึ่งคล้ายคลึงกับ System Center 2012 R2 Data Protection Manager ซึ่งเป็นเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อทำการปกป้องข้อมูลครับ  ซึ่งเดี๋ยวผมขอยกยอดไปคุยอีกทีนะครับ  โดยเราสามารถกำหนด Schedule, Retention และอื่นๆ ได้ตามต้องการ  ดังรูปครับ



ต้องบอกว่าจากประสบการณ์โดยตรงจากตัวผมเองได้ลองใช้งานแล้ว  ต้องบอกว่า Microsoft Azure Backup นั้นเป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและสะดวกมากครับ  ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านท่านใดสนใจอยากทดลองใช้งาน Microsoft Azure Backup  ก็สามารถทำได้ครับ ลองเข้าไปที่ http://www.azure.microsoft.com/  แล้วเลือก Try for free เพื่อทดลองใช้งาน Microsoft Azure ฟรีกันครับ  วิธีการและขั้นตอนในการทดลองใช้งาน Microsoft Azure ท่านผู้อ่านสามารถดูได้จากบทความของผมก่อนหน้านี้ได้เลยครับ
*หมายเหตุ  สำหรับเรื่องของ Azure Backup ผมจะนำเสนอในรายละเอียดรวมถึงขั้นตอนต่างๆ  ในการติดตั้งและใช้งาน เร็วๆ นี้ครับ  อย่าลืมติดตามนะครับ


3.  System Center 2012 R2 Data Protection Manager
เป็นเครื่องมือหรือโปรดักส์ที่อยู่ในชุด “System Center 2012 R2”  ซึ่งเป็นชุดที่ใช้ในการบริหารและจัดการ Cloud ของทาง Microsoft ครับ  โดยเจ้า System Center 2012 R2 Data Protection หรือผมเรียกสั้นๆ ว่า “DPM” เป็นเครื่องมือหรือโปรดักส์ตัวหนึ่งที่อยู่ในชุดดังกล่าวนี้ครับ 

 โดย DPM ถูกออกแบบมาเพื่อทำการปกป้องหรือสำรองข้อมูล  รวมถึงการกู้คืนข้อมูลสำหรับโปรดักส์ของทาง Microsoft เท่านั้นครับ  และมีความแตกต่างจากโปรดักส์ตัวอื่นๆ ในท้องตลาดคือ เวลาที่เราต้องการจะสำรองข้อมูลจากเครื่องใด  เราจะต้องทำการติดตั้ง DPM Agent ลงไปที่เครื่องดังกล่าวเท่านั้นครับ ไม่มี Agent แยกตามโปรดักส์เหมือนอย่างยี่ห้ออื่นๆ  เช่น  Agent for SQL, Agent for File Server, Agent For Exchange เป็นต้นครับ  อีกทั้ง DPM ไม่มี Open File Agent นะครับ ในขณะที่ยี่ห้อมีถ้าหากต้องการสำรองไฟล์ที่กำลังเปิดอยู่ครับ สิ่งที่ผมเกริ่นไว้เมื่อสักครู่ว่า DPM แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆ คือ DPM จะสามารถรู้จักว่าข้อมูลอะไรที่อยู่เครื่องนั้นๆ  ที่ต้องการสำรองข้อมูลและสามารถทำการสำรองข้อมูลในขณะที่ไฟล์เปิดอยู่ได้ครับ  โดยไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเติมเลย!!!!!     รูปต่อนี้คือหน้าตาของ DPM ครับ





จากรูปด้านบนในส่วนของ Online หมายความว่า DPM สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Azure เพื่อทำการสำรองข้อมูลจาก DPM ไปเก็บไว้บน Microsoft Azure ได้เช่นกันครับ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Link นี้ครับ  https://technet.microsoft.com/en-us/library/jj728752.aspx  

และทั้งหมดนี้คือโซลูชั่นสำหรับการปกป้องและกู้คืนข้อมูลหรือระบบของทาง Microsoft ครับ  แต่ยังไม่จบนะครับ เพราะถ้าท่านผู้อ่านดูจากรูปแรกสุดเลยจะเห็นว่า  ทาง Microsoft ยังได้เตรียม Disaster Recovery Solutions เอาไว้ให้กับลูกค้าด้วยครับ  ซึ่งผมจะมานำเสนออีกทีครับผม.....




 

 

 
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 


วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ร่วมสนุกกับกิจกรรม Microsoft Virtual Academy

ร่วมสนุกกับกิจกรรม Microsoft Virtual Academy ใจดี แจกให้ ครั้งที่ 2 สำหรับผู้คลิกเรียน http://aka.ms/wsvirtth ได้อย่างน้อย 46% พร้อม capture รูปภาพหน้าจอตอนเรียน ส่งเข้ามาที่ Message ของ Fan page ก็มีสิทธิลุ้น Surface RT 32 GB จำนวน 1 รางวัล ร่วมสนุกได้ ตั้งแต่ วันนี้ ถึง 14 ธันวาคม 2557 :)
 

รีบๆ กันหน่อยนะครับ ได้ความรู้แถมได้ Surface ไปใช้งานด้วยครับผม.....
 

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้จักกับ Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool

     สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านสำหรับเรื่องราวที่ผมจะหยิบเอามานำเสนอท่านผู้อ่านก็ยังคงอยู่ในเรื่องของ Microsoft Azure ครับ  โดยบทความนี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาช่วยองค์กรในการวางแผนและประเมินค่าใช้จ่าย ถ้าองค์กรมีความต้องการที่จะย้ายระบบงานที่ทำงานอยู่ใน Datacenter (On-Premise) ไปทำงานอยู่บน Microsoft Azure ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร  เพื่อจะได้นำเอาข้อมูลนี้ไปประกอบใช้ในการวางแผนการ Migrating ระบบต่อไปครับ  และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้นำเสนอเครื่องมือตัวนี้ในงาน Microsoft Solution Summit 2014 ด้วยครับ  ประกอบกับช่วงที่ผ่านมามีลูกค้ามาสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวของ Microsoft Azure เยอะพอสมควร  แต่คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถูกถามบ่อยๆ และผมคิดว่ามันเป็นคำถามที่ดีคือ
"ถ้าวันนึงองค์กรจะต้องย้ายระบบงานทั้งหมดหรือบางส่วนไปทำงานอยู่บน Microsoft Azure จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไรต่อเดือน"

เครื่องมือที่จะมาช่วยตอบคำถามนี้มีชื่อว่า "Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool" ครับ เป็นเครื่องมือที่ทาง Microsoft ได้เตรียมสำหรับองค์กรที่ต้องการประเมิน Workloads หรือระบบงานของตัวเองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้าต้องการย้ายระบบดังกล่าวขึ้นไปทำงานอยู่บน Microsoft Azure จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรต่อเดือน และทูลดังกล่าวนี้ยังรองรับการประเมินระบบต่างๆ  ได้หลากหลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็นของ Microsoft เองคือ  System Center 2012 R2 VMM และ Hyper-V, VMware และจาก Physical Servers   โดยทูลดังกล่าวนี้จะเข้าไปทำการตรวจดูว่า Workloads ต่างๆ ว่ามีการใช้งานทรัพยากรไปเท่าไร จากนั้นจะทำการประเมินว่าหากองค์กรทำการย้ายระบบงานหรือ Workloads ดังกล่าวนี้ไปทำงานอยู่บน Microsoft Azure จะมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไรครับ  และที่สำคัญคือ ทูลตัวนี้ท่านผู้อ่านสามาถทำการดาวน์โหลดได้ฟรีครับผม :)  โดยสามารถไปที่ Link นี้ได้เลยครับ

http://www.microsoft.com/en-us/download/details.aspx?id=43376


เมื่อดาวน์โหลดมาเสร็จเรียบร้อยก็เริ่มติดตั้งกันเลย โดยให้ท่านผู้อ่านทำการติดตั้งบนเครื่อง Notebook หรือ Desktop ก็ได้ครับ เราไม่ต้องติดตั้งทูลตัวนี้ไปทุกเครื่องที่เราจะทำการประเมินนะครับ โดยปรกติผมจะติดตั้งบนเครื่องของผู้ดูแลระบบครับ จะเป็น Windows 7,8 หรือ 8.1 ก็ได้ครับ ตามสะดวกเลยครับ จากนั้นให้ทำการ Double Click ไฟล์ที่ดาวน์โหลดเพื่อทำการติดตั้งดังรูป

จากนั้นให้ Click Next ต่อไปได้เลยครับ ดังรูป


ในส่วนของ End-User License Agreement ให้ Click Next ต่อไปครับ


จากรูปด้านบนจะเป็นให้ท่านผู้อ่านทำการกำหนด Location ในการติดตั้งทูลตัวนี้ครับ ในที่นี่ผมใช้ค่า Default เลยครับผม จากนั้นให้ Click Next ต่อได้เลยครับ


จากนั้นให้คลิ๊ก Install เพื่อเริ่มติดตั้งครับ ซึ่งจะใช้เวลาไม่นานครับ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ท่านผู้อ่านจะเห็นหน้าตาดังรูปด้านล่างครับ


จากนั้นให้ Click Finish ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการติดตั้งครับ  ต่อไปเรามาดูหน้าตาของเจ้า Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool กันว่าเป็นอย่างไร ดังรูปด้านล่างครับ

สิ่งแรกที่ท่านผู้อ่านจะต้องทำคือ กำหนดรูปแบบ Machine Type ครับว่าจะให้เจ้า Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool นี้ไปทำการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลว่า Workloads หรือระบบที่ใช้งานอยู่มีการใช้งาน Resources ไปเท่าไร ซึ่งทูลตัวนี้สามารถไปรวบรวมข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็น  SCVMM, Hyper-V, VMware และ Physical Server (Windows/Linux) ครับ  ในที่นี้ผมขอเลือกเป็น Hyper-V ครับ จากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอ ดังรูปด้านล่างครับ

 
 
 
 
จากนั้นให้ทำการกำหนด IP Address, Username และ Password ของเครื่อง Hyper-V ที่เราต้องการให้ Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool ไปเก็บรวบรวมข้อมูลมาครับ  และทำการกำหนดค่าต่างๆ  ของ Profile เช่น ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูล, ความถี่ และชื่อของ Report หลังจากที่เก็บรวบรวมข้อมูลและทำการประเมินราคา ดังรูป

 
เมื่อทำการเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เราสามารถดู Report ได้เลยครับ ดังรูป


จากนั้นให้ท่านเลือก Virtual Machines ที่ต้องการย้ายขึ้นไปทำงานอยู่บน Microsoft Azure และกดปุ่ม Get Cost ครับ จากนั้นตัว Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool จะทำการประเมินราคาค่าใช้จ่ายต่อเดือนให้ครับ ดังรูปด้านล่าง


และสามารถทำการ Export เป็น Report ออกมาได้โดยการกดปุ่ม Export เราจะ Report หน้าตาดังรูปด้านล่าง ครับผม

เป็นไงบ้างครับ ไม่ยากเลยใช่มั๊ยครับ สำหรับเจ้า Microsoft Azure (IaaS) Cost Estimator Tool ลองใช้กันดูครับผม.....








วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Microsoft Windows Server 2012 R2 Virtualization (Microsoft Virtual Academy)

    เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Microsoft Windows Server 2012 R2 Virtualization ใน Microsoft Virtual Academy, โดยผมได้รับโอกาสจากทาง Microsoft ให้มาเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ Features ใหม่ๆ ใน Windows Server 2012 R2 Hyper-V

ท่านผู้อ่านสามารถติดตาม Course นี้ได้ที่ Microsoft Virtual Academy ครับ,

http://www.microsoftvirtualacademy.com/training-courses/microsoft-windows-server-2012-r2-virtualization-thai



อย่าลืมติดตามกันนะครับผม.....

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

รู้จักกับ Microsoft Azure (Introducing to MS. Azure) Part 2

     หลังจากบทความตอนแรกออกไป มีหลายๆ ท่านถามว่าเมื่อไรตอนต่อไปจะมา ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับที่ตอนที่ 2 มาช้าเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผมติดภาระกิจหลายอย่างๆ ครับ แต่อย่างไรก็ดีบทความตอน 2 มาแล้วครับ  เชิญติดตามและทำความรู้จักกับ MS. Azure กันต่อได้เลยครับผม :)


Microsoft Azure คืออะไร?
     MS. Azure คือ Cloud Services ที่ทาง Microsoft ได้เตรียมเอาไว้สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุง Datacenter ให้มีความยืดหยุ่นและรองรับกับความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพครับ อีกทั้งยังมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นต่างๆ มากมายให้เราได้เลือกใช้ครับ และเหมาะสำหรับองค์กรทุกขนาดครับไม่ว่าจะเป็น เล็ก, กลาง หรือใหญ่ครับ  และที่สำคัญคือยังช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ  และเมื่อเรานำเอา MS. Azure เข้ามาใช้งานจะทำให้การบริหารและจัดการ Datacenter หรือระบบไอทีมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ  แต่ที่ผ่านมานั้นเท่าที่ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับลูกค้าหลายๆ ราย ยังสับสนว่า MS. Azure คืออะไรกันแน่ บางคนก็บอกว่า MS. Azure คือ การทำ Web Hosting  บ้างก็บอกว่าคือการทำ Co-Location และอื่นๆ อีกมากมายครับ จึงทำให้หลายท่านเกิดความไม่แน่ใจว่า  MS. Azure คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร หากนำเข้ามาใช้งานในองค์กร  และอีกหลายๆ คำถามและข้อสงสัยครับ  จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมนำเอาเรื่องราวของ MS. Azure มานำเสนอให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบและได้รู้จักกันตั้งแต่เนิ่นๆ  เพื่อจะได้นำเอาความรู้นี้ไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงระบบไอทีของทุกท่านครับ
สำหรับ MS. Azure นั้นคือ Cloud Platform ที่ให้บริการ Cloud Services 2   รูปแบบคือ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และ Platform-as-a-Service (PaaS) ตามรูปด้านล่างที่แสดงถึง Cloud Service Models ต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันครับ
นั่นหมายความว่า MS. Azure มีความสามารถในการจัดการ Infrastructure  คือ  เราสามารถทำการสร้าง Virtual Machines และทำการติดตั้งแอพพเคชั่นต่างๆ  ที่ต้องการเพื่อให้บริการกับผู้ใช้งานได้เลย โดยที่เราไม่ต้องเสียตังค์หรือลงทุนซื้อ Hardware และ Software ครับ  ซึ่งคอนเซปนี้จะแตกต่างจากการบริหารและจัดการระบบไอที หรือ Datacenter ในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันครับ 

เพราะการบริหารและจัดการ Datacenter นั้นองค์กรจะต้องมีการลงทุนจัดซื้อหลายอย่างครับ เช่น Server, Storage, Network เป็นต้นครับ อีกทั้งยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบอีกต่างหาก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกครับ  ผู้ดูแลระบบก็จะต้องรับผิดชอบตั้งแต่ส่วนที่ Hardware ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ รวมถึง Virtual Machines ต่างๆ ที่รันและทำงานอยู่ภายใน Hardware เหล่านั้นด้วย 

ซึ่งจากรูปด้านบนให้ท่านผู้อ่านดูรูปกล่องต่างๆ ที่เรียงกันเป็นสีน้ำเงินหมด ที่อยู่ด้านซ้ายสุดครับ  นั้นคือ ส่วนประกอบต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น Hardware และ Virtual Machines ต่างๆ  ที่อยู่ใน Datacenter ของท่านซึ่งท่านผู้อ่านจะต้องดูแลทั้งหมดเองตั้งแต่กล่องแรกที่อยู่ล่างสุดไปจนถึงกล่องที่อยู่บนสุดเองครับ  และโดยส่วนใหญ่ระบบ Datacenter ณ วันนี้ก็จะเป็นในรูปแบบนี้ครับ  ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็นครับ สำหรับการบริหารจัดการ Datacenter ที่ผู้ดูแลระบบต้องบริหารและจัดการเองทั้งหมด เช่น การลงทุนที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะพอสมควรขึ้นอยู่กับความต้องการ รวมถึงการดูแลรักษาด้วยครับ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน  และอื่นๆ อีกครับ  ประเด็นต่อมาคือ การปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการแอพพิเคชั่นหรือ Services ต่างๆ  กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การบริการเหล่านี้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ 

ประเด็นต่อมาคือ การวางแผนในเรื่องของ Disaster Recovery ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ  เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ   และประเด็นต่อมาคือ การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและทดสอบแอพพิเคชั่น สำหรับองค์กรที่มีทีมพัฒนาแอพพิเคชั่น  เพราะเค้าเหล่านี้ต้องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่พร้อมสำหรับการทดสอบครับ  และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ท่านผู้อ่าน


ได้เห็นภาพของการบริหารและจัดการ Datacenter ณ ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร รวมถึงปัญหา เพื่อจะได้เตรียมพร้อมวางแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงให้ระบบ Datacenter ของท่านมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ  จากประเด็นต่างๆ  ที่ผมได้หยิบยกมานั้น  เราสามารถนำเอา MS. Azure เข้ามาช่วยจัดการได้ครับ  อย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่า MS. Azure ให้บริการในส่วนที่เป็น Iaas และ Paas  ส่วนแรกที่ MS. Azure เข้ามาช่วยคือส่วนที่เป็น Iaas ครับ  โดย MS. Azure ได้เตรียม Infrastructure เอาไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วครับ ท่านผู้อ่านไม่ต้องลงทุนซื้อ Hardware รวมถึง Software ด้วยครับ  ผมอยากให้ท่านผู้อ่านดูรูป Cloud Services  โดยให้ดูรูปที่สองจากซ้ายครับ  ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า 4 กล่องแรกจะที่เคยเป็นสีน้ำเงินจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว  นั่นหมายความว่า MS. Azure ได้เตรียม Server (Hyper-V), Storage และ Network ให้เรียบร้อยแล้วครับ  ท่านผู้อ่านมีหน้าที่และรับผิดชอบแท่งที่เป็น OS คือ การติดตั้ง OS ไปยัง Virtual Machine ขึ้นไปจนถึงกล่องที่อยู่บนสุด  ทำให้เราประหยัดเงินไม่มากพอสมควรเลยครับ เพราะไม่ต้องเสียเงินมาซื้อและดูแลรักษา Hardware อีกต่อไปครับ !!!!!
 
 
ผมกำลังจะบอกทุกท่านว่าท่านผู้อ่านสามารถที่จะขยายระบบ Datacenter ของท่านไปอยู่บน MS. Azure ได้ครับ โดยการย้ายงานบางส่วนหรือทั้งหมดก็สามารถทำได้ครับ ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กรครับ เพราะฉะนั้นจะทำให้ขอบเขตของการบริหารและจัดการ Datacenter ของท่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตึกๆ หนึ่งเท่านั้น ขอบเขตการบริหารและจัดการจะไม่มีขอบเขตอีกต่อไปครับ  เพราะเราได้ยืดระบบ Datacenter ของเราเข้าไปทำงานอยู่ใน MS. Azure   ผมขอยกตัวอย่างระบบงานที่เราสามารถย้ายขึ้นไปทำงานอยู่ใน MS. Azure เช่น  Active Directory, Web Applications และอื่นๆ อีกมากมายครับ  ข้อดีอีกข้อที่สำคัญสำหรับการที่เราย้ายงานต่างๆ ไปอยู่บน MS. Azure คือเรื่องของ Availability   ครับ  เพราะทาง MS. มี SLA และคอยดูแลและรักษา Hardware ให้อยู่แล้วครับ  เรามีหน้าที่จัดการ Virtual Machines และแอพพิเคชั่นต่างๆ ที่เราเป็นคนติดตั้งเท่านั้นครับ  นั้นคือเหตุผลส่วนหนึ่งและเป็นประโยชน์ที่ท่านผู้อ่านจะได้รับเมื่อนำเอา MS. Azure เข้ามาใช้งานในส่วนที่เป็น IaaS ครับ 
สำหรับส่วนที่เป็น PaaS นั้นทาง MS. Azure ได้เตรียม Platforms และ Components ต่างๆ  เอาไว้ให้กับนักพัฒนาโปรแกรมครับ  ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านท่านใดเป็นนักพัฒนาโปรแกรมหรือแอพพิเคชั่น และต้องการ Platform รวมถึง Environment ที่จะใช้ในการพัฒนา ก็ไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้อเครื่องสเปคแรงมาใช้ครับ รวมถึงเวลาที่จะต้องใช้ในการติดตั้งและเตรียม Environment ครับ  สามารถมาใช้งานบน MS. Azure ได้เลยครับ มีให้เลือกหลาย Platforms ครับไม่ว่าจะเป็น .Net, Node.js, Python, Ruby และอื่นๆ   ตัวผมเองยังแนะนำให้รุ่นน้องผมที่เป็นนักพัฒนาจากเดิมต้องของบประมาณจากผู้ใหญ่มาทำการติดตั้ง Environment ที่ต้องการ  ให้มาใช้บน MS. Azure แทนครับ ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาครับผม  
ก่อนจะที่ผมจะพาท่านผู้อ่านเริ่มใช้งาน MS. Azure ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน ดูรูปต่อไปนี้ครับ เป็นรูปที่แสดงถึงฟังกชั่นต่างๆ ที่ MS. Azure ให้บริการอยู่ครับ ซึ่งเยอะมากๆ ครับผม
เริ่มต้นการใช้งาน MS. Azure
    ก่อนที่จะเริ่มใช้งาน MS. Azure ท่านผู้อ่านต้องเตรียมสองสิ่งครับ
1. Outlook.com, Hotmail หรือ LiveID Account
2. หมายเลขบัตรเครดิต
พอผมพูดถึงบัตรเครดิต ผมเชื่อได้เลยครับว่าท่านผู้อ่านเริ่มกังวลครับว่า ต้องจ่ายเงินเลยเหรอเมื่อจะใช้ MS. Azure คำตอบคือ ยังไม่ต้องจ่ายครับ เพราะทาง Microsoft เค้าใจดีครับให้เราทดลองใช้งานได้ 30 วัน และมีเงินให้เรา 200 เหรียญครับ การใช้งาน MS. Azure นั้นเค้าคิดจากการใช้งานทรัพยากรต่างๆ ครับ เช่น Processor, Memory, Storage, Network และอื่นๆ ครับ เมื่อมีการใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ทาง Microsoft เค้าก็จะคิดตังค์เราครับ โดยตัดจากเงิน 200 เหรียญนี่ละครับ หากถึงกำหนด 30 วันหรือเงิน 200 เหรียญหมด คืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ก็เป็นอันว่าการทดสอบใช้งาน MS. Azure หรือ Trial ก็เป็นอันจบสิ้นครับ ทาง Microsoft ก็จะส่งเมล์มาแจ้งครับว่าหมดแล้ว และสอบถามเราว่าสนใจจะใช้บริการต่อมั๊ย ตรงนี้ล่ะครับที่เราจะต้องเสียตังค์ โดยทาง Microsoft จะให้เราเลือกรูปแบบการใช้งานครับ ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่เราเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์ครับ เช่น ใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้นครับ งานเราไม่ต้องการใช้งานต่อหลังจากจบ Trial หรือการทดลองใช้งานก็จบครับ เราไม่ต้องเสียตังค์ใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าท่านผู้อ่านเตรียมสองสิ่งที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ไปใช้งาน MS. Azure กันได้เลยครับผม โดยไปที่ www.azure.microsoft.com ครับ ดังรูปด้านล่างครับ
 


เลือก Try for free ครับ



จากนั้นให้ท่านผู้อ่านเลือก   Try it now ได้เลยครับ เพื่อทำการ Register ใช้งาน MS. Azure ที่เป็นแบบ Trial   ครับ  หลังจากผ่านกระบวนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถ Log On เข้าไปใช้งาน MS. Azure กันได้แล้วครับผม  สำหรับเรื่องราวการใช้งานฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ต่างๆ  ของ MS. Azure เช่น การสร้าง Virtual Machine, การสร้าง Virtual Network (Vnet) และอื่นๆ ผมจะนำเสนอในบทความตอนต่อๆ ไปครับ อย่าลืมคอยติดตามกันนะครับผม.....