เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ Microsoft Windows Server 2012 R2 Virtualization ใน Microsoft Virtual Academy, โดยผมได้รับโอกาสจากทาง Microsoft ให้มาเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ Features ใหม่ๆ ใน Windows Server 2012 R2 Hyper-V
ท่านผู้อ่านสามารถติดตาม Course นี้ได้ที่ Microsoft Virtual Academy ครับ,
http://www.microsoftvirtualacademy.com/training-courses/microsoft-windows-server-2012-r2-virtualization-thai
อย่าลืมติดตามกันนะครับผม.....
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557
รู้จักกับ Microsoft Azure (Introducing to MS. Azure) Part 2
หลังจากบทความตอนแรกออกไป มีหลายๆ ท่านถามว่าเมื่อไรตอนต่อไปจะมา ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับที่ตอนที่ 2 มาช้าเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผมติดภาระกิจหลายอย่างๆ ครับ แต่อย่างไรก็ดีบทความตอน 2 มาแล้วครับ เชิญติดตามและทำความรู้จักกับ MS. Azure กันต่อได้เลยครับผม :)
เพราะการบริหารและจัดการ Datacenter นั้นองค์กรจะต้องมีการลงทุนจัดซื้อหลายอย่างครับ เช่น Server, Storage, Network เป็นต้นครับ อีกทั้งยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบอีกต่างหาก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกครับ ผู้ดูแลระบบก็จะต้องรับผิดชอบตั้งแต่ส่วนที่ Hardware ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ รวมถึง Virtual Machines ต่างๆ ที่รันและทำงานอยู่ภายใน Hardware เหล่านั้นด้วย
ซึ่งจากรูปด้านบนให้ท่านผู้อ่านดูรูปกล่องต่างๆ ที่เรียงกันเป็นสีน้ำเงินหมด ที่อยู่ด้านซ้ายสุดครับ นั้นคือ ส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Hardware และ Virtual Machines ต่างๆ ที่อยู่ใน Datacenter ของท่านซึ่งท่านผู้อ่านจะต้องดูแลทั้งหมดเองตั้งแต่กล่องแรกที่อยู่ล่างสุดไปจนถึงกล่องที่อยู่บนสุดเองครับ และโดยส่วนใหญ่ระบบ Datacenter ณ วันนี้ก็จะเป็นในรูปแบบนี้ครับ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็นครับ สำหรับการบริหารจัดการ Datacenter ที่ผู้ดูแลระบบต้องบริหารและจัดการเองทั้งหมด เช่น การลงทุนที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะพอสมควรขึ้นอยู่กับความต้องการ รวมถึงการดูแลรักษาด้วยครับ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน และอื่นๆ อีกครับ ประเด็นต่อมาคือ การปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการแอพพิเคชั่นหรือ Services ต่างๆ กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การบริการเหล่านี้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ
ประเด็นต่อมาคือ การวางแผนในเรื่องของ Disaster Recovery ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ และประเด็นต่อมาคือ การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและทดสอบแอพพิเคชั่น สำหรับองค์กรที่มีทีมพัฒนาแอพพิเคชั่น เพราะเค้าเหล่านี้ต้องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่พร้อมสำหรับการทดสอบครับ และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ท่านผู้อ่าน
จากนั้นให้ท่านผู้อ่านเลือก Try it now ได้เลยครับ เพื่อทำการ Register ใช้งาน MS. Azure ที่เป็นแบบ Trial ครับ หลังจากผ่านกระบวนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถ Log On เข้าไปใช้งาน MS. Azure กันได้แล้วครับผม สำหรับเรื่องราวการใช้งานฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ต่างๆ ของ MS. Azure เช่น การสร้าง Virtual Machine, การสร้าง Virtual Network (Vnet) และอื่นๆ ผมจะนำเสนอในบทความตอนต่อๆ ไปครับ อย่าลืมคอยติดตามกันนะครับผม.....
Microsoft Azure คืออะไร?
MS. Azure คือ Cloud Services ที่ทาง Microsoft
ได้เตรียมเอาไว้สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุง Datacenter
ให้มีความยืดหยุ่นและรองรับกับความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพครับ
อีกทั้งยังมีฟีเจอร์และฟังก์ชั่นต่างๆ มากมายให้เราได้เลือกใช้ครับ และเหมาะสำหรับองค์กรทุกขนาดครับไม่ว่าจะเป็น
เล็ก, กลาง หรือใหญ่ครับ
และที่สำคัญคือยังช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ และเมื่อเรานำเอา MS. Azure เข้ามาใช้งานจะทำให้การบริหารและจัดการ Datacenter
หรือระบบไอทีมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยครับ แต่ที่ผ่านมานั้นเท่าที่ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับลูกค้าหลายๆ
ราย ยังสับสนว่า MS. Azure คืออะไรกันแน่ บางคนก็บอกว่า MS. Azure คือ การทำ Web Hosting บ้างก็บอกว่าคือการทำ Co-Location และอื่นๆ อีกมากมายครับ
จึงทำให้หลายท่านเกิดความไม่แน่ใจว่า MS. Azure คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร
หากนำเข้ามาใช้งานในองค์กร และอีกหลายๆ
คำถามและข้อสงสัยครับ
จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมนำเอาเรื่องราวของ MS. Azure มานำเสนอให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบและได้รู้จักกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้นำเอาความรู้นี้ไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงระบบไอทีของทุกท่านครับ
สำหรับ MS. Azure นั้นคือ Cloud Platform ที่ให้บริการ Cloud Services 2 รูปแบบคือ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) และ Platform-as-a-Service
(PaaS) ตามรูปด้านล่างที่แสดงถึง Cloud Service Models ต่างๆ
ที่มีอยู่ในปัจจุบันครับ
นั่นหมายความว่า MS.
Azure มีความสามารถในการจัดการ
Infrastructure คือ
เราสามารถทำการสร้าง
Virtual Machines และทำการติดตั้งแอพพเคชั่นต่างๆ
ที่ต้องการเพื่อให้บริการกับผู้ใช้งานได้เลย
โดยที่เราไม่ต้องเสียตังค์หรือลงทุนซื้อ
Hardware และ Software ครับ
ซึ่งคอนเซปนี้จะแตกต่างจากการบริหารและจัดการระบบไอที หรือ
Datacenter ในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันครับ
เพราะการบริหารและจัดการ Datacenter นั้นองค์กรจะต้องมีการลงทุนจัดซื้อหลายอย่างครับ เช่น Server, Storage, Network เป็นต้นครับ อีกทั้งยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบอีกต่างหาก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกครับ ผู้ดูแลระบบก็จะต้องรับผิดชอบตั้งแต่ส่วนที่ Hardware ที่ผมได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ รวมถึง Virtual Machines ต่างๆ ที่รันและทำงานอยู่ภายใน Hardware เหล่านั้นด้วย
ซึ่งจากรูปด้านบนให้ท่านผู้อ่านดูรูปกล่องต่างๆ ที่เรียงกันเป็นสีน้ำเงินหมด ที่อยู่ด้านซ้ายสุดครับ นั้นคือ ส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Hardware และ Virtual Machines ต่างๆ ที่อยู่ใน Datacenter ของท่านซึ่งท่านผู้อ่านจะต้องดูแลทั้งหมดเองตั้งแต่กล่องแรกที่อยู่ล่างสุดไปจนถึงกล่องที่อยู่บนสุดเองครับ และโดยส่วนใหญ่ระบบ Datacenter ณ วันนี้ก็จะเป็นในรูปแบบนี้ครับ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็นครับ สำหรับการบริหารจัดการ Datacenter ที่ผู้ดูแลระบบต้องบริหารและจัดการเองทั้งหมด เช่น การลงทุนที่ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะพอสมควรขึ้นอยู่กับความต้องการ รวมถึงการดูแลรักษาด้วยครับ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเช่นกัน และอื่นๆ อีกครับ ประเด็นต่อมาคือ การปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการแอพพิเคชั่นหรือ Services ต่างๆ กับผู้ใช้งานหรือลูกค้า ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การบริการเหล่านี้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ
ประเด็นต่อมาคือ การวางแผนในเรื่องของ Disaster Recovery ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม, ไฟไหม้ หรือภัยธรรมชาติ และประเด็นต่อมาคือ การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมและทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและทดสอบแอพพิเคชั่น สำหรับองค์กรที่มีทีมพัฒนาแอพพิเคชั่น เพราะเค้าเหล่านี้ต้องสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่พร้อมสำหรับการทดสอบครับ และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ท่านผู้อ่าน
ได้เห็นภาพของการบริหารและจัดการ Datacenter ณ ปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร
รวมถึงปัญหา เพื่อจะได้เตรียมพร้อมวางแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงให้ระบบ Datacenter ของท่านมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ จากประเด็นต่างๆ ที่ผมได้หยิบยกมานั้น เราสามารถนำเอา MS. Azure เข้ามาช่วยจัดการได้ครับ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นว่า MS. Azure ให้บริการในส่วนที่เป็น Iaas และ Paas ส่วนแรกที่ MS. Azure เข้ามาช่วยคือส่วนที่เป็น Iaas ครับ โดย MS. Azure ได้เตรียม Infrastructure
เอาไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วครับ ท่านผู้อ่านไม่ต้องลงทุนซื้อ Hardware รวมถึง Software ด้วยครับ ผมอยากให้ท่านผู้อ่านดูรูป Cloud Services โดยให้ดูรูปที่สองจากซ้ายครับ ท่านผู้อ่านจะเห็นว่า 4 กล่องแรกจะที่เคยเป็นสีน้ำเงินจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว นั่นหมายความว่า MS. Azure ได้เตรียม Server
(Hyper-V), Storage และ Network ให้เรียบร้อยแล้วครับ ท่านผู้อ่านมีหน้าที่และรับผิดชอบแท่งที่เป็น OS คือ การติดตั้ง OS ไปยัง Virtual Machine
ขึ้นไปจนถึงกล่องที่อยู่บนสุด
ทำให้เราประหยัดเงินไม่มากพอสมควรเลยครับ เพราะไม่ต้องเสียเงินมาซื้อและดูแลรักษา Hardware อีกต่อไปครับ !!!!!
ผมกำลังจะบอกทุกท่านว่าท่านผู้อ่านสามารถที่จะขยายระบบ Datacenter ของท่านไปอยู่บน MS. Azure ได้ครับ
โดยการย้ายงานบางส่วนหรือทั้งหมดก็สามารถทำได้ครับ
ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กรครับ เพราะฉะนั้นจะทำให้ขอบเขตของการบริหารและจัดการ Datacenter ของท่านไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตึกๆ
หนึ่งเท่านั้น ขอบเขตการบริหารและจัดการจะไม่มีขอบเขตอีกต่อไปครับ เพราะเราได้ยืดระบบ Datacenter ของเราเข้าไปทำงานอยู่ใน MS. Azure ผมขอยกตัวอย่างระบบงานที่เราสามารถย้ายขึ้นไปทำงานอยู่ใน MS. Azure เช่น Active Directory, Web Applications
และอื่นๆ อีกมากมายครับ ข้อดีอีกข้อที่สำคัญสำหรับการที่เราย้ายงานต่างๆ
ไปอยู่บน MS. Azure คือเรื่องของ Availability
ครับ เพราะทาง MS. มี SLA และคอยดูแลและรักษา Hardware ให้อยู่แล้วครับ เรามีหน้าที่จัดการ Virtual Machines และแอพพิเคชั่นต่างๆ
ที่เราเป็นคนติดตั้งเท่านั้นครับ
นั้นคือเหตุผลส่วนหนึ่งและเป็นประโยชน์ที่ท่านผู้อ่านจะได้รับเมื่อนำเอา MS. Azure เข้ามาใช้งานในส่วนที่เป็น IaaS ครับ
สำหรับส่วนที่เป็น PaaS นั้นทาง MS. Azure ได้เตรียม Platforms และ Components ต่างๆ เอาไว้ให้กับนักพัฒนาโปรแกรมครับ ดังนั้นถ้าท่านผู้อ่านท่านใดเป็นนักพัฒนาโปรแกรมหรือแอพพิเคชั่น
และต้องการ Platform รวมถึง Environment ที่จะใช้ในการพัฒนา ก็ไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้อเครื่องสเปคแรงมาใช้ครับ
รวมถึงเวลาที่จะต้องใช้ในการติดตั้งและเตรียม Environment ครับ สามารถมาใช้งานบน MS. Azure ได้เลยครับ มีให้เลือกหลาย
Platforms
ครับไม่ว่าจะเป็น .Net, Node.js,
Python, Ruby และอื่นๆ ตัวผมเองยังแนะนำให้รุ่นน้องผมที่เป็นนักพัฒนาจากเดิมต้องของบประมาณจากผู้ใหญ่มาทำการติดตั้ง Environment ที่ต้องการ ให้มาใช้บน MS. Azure แทนครับ ประหยัดทั้งเงินทั้งเวลาครับผม
ก่อนจะที่ผมจะพาท่านผู้อ่านเริ่มใช้งาน MS. Azure ผมอยากให้ท่านผู้อ่าน
ดูรูปต่อไปนี้ครับ เป็นรูปที่แสดงถึงฟังกชั่นต่างๆ ที่ MS. Azure ให้บริการอยู่ครับ
ซึ่งเยอะมากๆ ครับผม
เริ่มต้นการใช้งาน MS. Azure
ก่อนที่จะเริ่มใช้งาน MS. Azure
ท่านผู้อ่านต้องเตรียมสองสิ่งครับ
1. Outlook.com, Hotmail หรือ LiveID Account
2. หมายเลขบัตรเครดิต
พอผมพูดถึงบัตรเครดิต ผมเชื่อได้เลยครับว่าท่านผู้อ่านเริ่มกังวลครับว่า ต้องจ่ายเงินเลยเหรอเมื่อจะใช้ MS. Azure คำตอบคือ ยังไม่ต้องจ่ายครับ เพราะทาง Microsoft เค้าใจดีครับให้เราทดลองใช้งานได้ 30 วัน และมีเงินให้เรา 200 เหรียญครับ การใช้งาน MS. Azure นั้นเค้าคิดจากการใช้งานทรัพยากรต่างๆ ครับ เช่น Processor, Memory, Storage, Network และอื่นๆ ครับ เมื่อมีการใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ทาง Microsoft เค้าก็จะคิดตังค์เราครับ โดยตัดจากเงิน 200 เหรียญนี่ละครับ หากถึงกำหนด 30 วันหรือเงิน 200 เหรียญหมด คืออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ก็เป็นอันว่าการทดสอบใช้งาน MS. Azure หรือ Trial ก็เป็นอันจบสิ้นครับ ทาง Microsoft ก็จะส่งเมล์มาแจ้งครับว่าหมดแล้ว และสอบถามเราว่าสนใจจะใช้บริการต่อมั๊ย ตรงนี้ล่ะครับที่เราจะต้องเสียตังค์ โดยทาง Microsoft จะให้เราเลือกรูปแบบการใช้งานครับ ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่เราเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์ครับ เช่น ใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้นครับ งานเราไม่ต้องการใช้งานต่อหลังจากจบ Trial หรือการทดลองใช้งานก็จบครับ เราไม่ต้องเสียตังค์ใด ๆ ทั้งสิ้นครับ ถ้าท่านผู้อ่านเตรียมสองสิ่งที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วก็ไปใช้งาน MS. Azure กันได้เลยครับผม โดยไปที่ www.azure.microsoft.com ครับ ดังรูปด้านล่างครับ
เลือก Try for free ครับ
จากนั้นให้ท่านผู้อ่านเลือก Try it now ได้เลยครับ เพื่อทำการ Register ใช้งาน MS. Azure ที่เป็นแบบ Trial ครับ หลังจากผ่านกระบวนดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถ Log On เข้าไปใช้งาน MS. Azure กันได้แล้วครับผม สำหรับเรื่องราวการใช้งานฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ต่างๆ ของ MS. Azure เช่น การสร้าง Virtual Machine, การสร้าง Virtual Network (Vnet) และอื่นๆ ผมจะนำเสนอในบทความตอนต่อๆ ไปครับ อย่าลืมคอยติดตามกันนะครับผม.....
วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557
จาก Microsoft DirSync มาเป็น Azure Active Directory Sync Service (AADSync)
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมจะขออัพเดทเรื่องราวๆ ของเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการทำ Directory Synchronization ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายๆ ท่านที่ยังงงและสับสนกับเรื่องนี้อยู่ครับ โดยเรื่องของการทำ Directory Synchronization นี้เราจะใช้ในกรณีที่เรากำลังทำ Hybrid Cloud หรือองค์กรของท่านผู้อ่านที่มีแผนว่าจะทำการใช้งาน Cloud Services ต่างๆ ของทาง Microsoft เช่น Office 365, Microsoft Azure และอื่นๆ มาทำงานร่วมกับระบบที่มีอยู่แล้วในองค์กรของท่าน ผมกำลังหมายถึง Active Directory ของท่านครับ เพราะเมื่อองค์กรของท่านมีความต้องการที่จะใช้งานร่วมกับระหว่างระบบของท่านกับ Cloud Services และมีความต้องการที่จะทำการ Sync Objects ต่างๆ เช่น User Accounts จาก Active Directory ของเราที่ใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งผมขอเรียกว่า "On-Premise AD" ไปยัง Cloud Services ที่เราอยากจะใช้งานครับ โดยเรามีทางเลือกอยู่ 2 วิธีในการทำ Directory Synchronization ครับ คือ
1. DirSync
2. Active Directory Federation Service (ADFS)
ซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีแรกคือ DirSync ครับ เพราะมีการติดตั้งที่ง่ายและไม่สลับซับซ้อนมากเท่าไรครับ โดยเจ้า DirSync เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ Synchronize Objects จาก On-Premise AD (Single Forest) มายัง Azure Active Directory (Azure Active Directory เป็น Microsoft Multi-Tenant Cloud ที่ใช้สำหรับทำ Identity Management กับ Cloud Services ต่างๆ เช่น Office 365 เป็นต้นครับ) *รายละเอียดของ Azure Active Directory ท่านผู้อ่านสามารถดูได้จากบทความก่อนหน้านี้ของผมครับ
โดยเจ้า DirSync นี้อันที่จริงแล้วมันก้อคือ Forefront Identity Management (FIM) แต่ถูกจำกัดหน้าที่และความสามารถต่างๆ ครับ เช่น มันไม่สามารถ Sync Objects จากหลายๆ Multiple On-Premises AD Forests ได้ เป็นต้นครับ
และมาถึงตอนนี้ทาง Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ในการทำ Directory Synchronization มาแทน DirSync ครับ Tool ตัวนี้มีชื่อว่า "Azure Active Directory Sync Services" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "AADSync" ครับ โดย AADSync นี้มีความสามารถในการ Sync กับ On-Premise AD และ Cloud Services ต่างๆ เช่น Office 365 และยังมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมความสามารถหลายๆ อย่างจาก DirSync ครับ เช่น DirSync ไม่สามารถ support การ Sync กับ Multiple On-Premise AD Forests ครับ แต่เจ้า AADSync สามารถทำได้ครับ หรือความสามารถในการ Sync กับ Exchange Global Address Lists (GALs) รวมถึงมี PowerShell พร้อมกับคำสั่งต่างๆ ประมาณ 58 Commands, การทำ Self Service Reset Password Writeback เป็นต้นครับ
ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Links เหล่านี้ครับ
http://azure.microsoft.com/en-us/documentation/articles/active-directory-whatis/
http://social.technet.microsoft.com/wiki/contents/articles/24061.aadsync-scenario-overview.aspx
1. DirSync
2. Active Directory Federation Service (ADFS)
ซึ่งส่วนใหญ่เราจะใช้วิธีแรกคือ DirSync ครับ เพราะมีการติดตั้งที่ง่ายและไม่สลับซับซ้อนมากเท่าไรครับ โดยเจ้า DirSync เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ Synchronize Objects จาก On-Premise AD (Single Forest) มายัง Azure Active Directory (Azure Active Directory เป็น Microsoft Multi-Tenant Cloud ที่ใช้สำหรับทำ Identity Management กับ Cloud Services ต่างๆ เช่น Office 365 เป็นต้นครับ) *รายละเอียดของ Azure Active Directory ท่านผู้อ่านสามารถดูได้จากบทความก่อนหน้านี้ของผมครับ
โดยเจ้า DirSync นี้อันที่จริงแล้วมันก้อคือ Forefront Identity Management (FIM) แต่ถูกจำกัดหน้าที่และความสามารถต่างๆ ครับ เช่น มันไม่สามารถ Sync Objects จากหลายๆ Multiple On-Premises AD Forests ได้ เป็นต้นครับ
และมาถึงตอนนี้ทาง Microsoft ได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ในการทำ Directory Synchronization มาแทน DirSync ครับ Tool ตัวนี้มีชื่อว่า "Azure Active Directory Sync Services" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "AADSync" ครับ โดย AADSync นี้มีความสามารถในการ Sync กับ On-Premise AD และ Cloud Services ต่างๆ เช่น Office 365 และยังมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมความสามารถหลายๆ อย่างจาก DirSync ครับ เช่น DirSync ไม่สามารถ support การ Sync กับ Multiple On-Premise AD Forests ครับ แต่เจ้า AADSync สามารถทำได้ครับ หรือความสามารถในการ Sync กับ Exchange Global Address Lists (GALs) รวมถึงมี PowerShell พร้อมกับคำสั่งต่างๆ ประมาณ 58 Commands, การทำ Self Service Reset Password Writeback เป็นต้นครับ
ท่านผู้อ่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก Links เหล่านี้ครับ
http://azure.microsoft.com/en-us/documentation/articles/active-directory-whatis/
http://social.technet.microsoft.com/wiki/contents/articles/24061.aadsync-scenario-overview.aspx
วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
รู้จักกับ Microsoft Azure (Introducing to MS. Azure) Part 1
สำหรับบทความตอนนี้จะเป็นเรื่องราวของ Cloud Services
ของทางไมโครซอฟท์ครับที่ผมตั้งใจจะอธิบายเรื่องราวนี้ให้กับท่านผู้อ่านทุกท่านได้ทราบและทำความเข้าใจกันก่อน เมื่อเห็นภาพและเข้าใจแล้วจึงค่อยเริ่มเรียนรู้หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการวางแผนที่จะพัฒนาระบบ IT ของท่านให้เป็น Cloud
โดยช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรที่ไมโครซอฟท์ประเทศไทย รวมถึงได้มีสอนเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ Cloud Services ต่างๆ และต้องบอกว่าช่วงที่ผ่านมาเรื่องราวของ Cloud นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะทุกองค์กรเลยครับให้ความสนใจและกำลังวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะย้ายระบบ Datacenter ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาเป็น Cloud แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เพราะมีข้อมูลมากมายทำให้เกิดความสับสนว่าจริงแล้ว Cloud Service คืออะไร และจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กร
ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอนำเสนอเรื่องราวนี้ในบทความนี้ซึ่งเป็นตอนที่ 1 ครับ ซึ่งจะเป็นตอนที่มาปูพื้นกันก่อนว่า Cloud คืออะไร และหลังจากนั้นผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “Microsoft Azure” ครับ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยิน Azure มาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเจ้า Azure คืออะไรกันแน่ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ามันคือ Public Cloud ของทางไมโครซอฟท์ที่ทำงานอยู่บน Internet แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่นอน ดังนั้นผมจึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับ Microsoft Azure ว่าคืออะไร และมีความสามารถอะไรบ้างครับ
ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ใน Datacenter ขององค์กรนั้นมีจำนวนของ Servers, Storages, Networks มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างเช่น การใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ, ทำให้การบริหารจัดการและดูแลทำได้ยากและก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น เนื่องจากมีหลายหลายยี่ห้อของ Computing Resources และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายครับ แต่ด้วยแนวคิดของCloud เป็นการนำเอา Computing Resources ทั้งหมดมา Pool รวมกันและวางแผนสำหรับการรองรับกับความต้องการของธุรกิจ โดยที่ไม่ใช่เป็นการซื้อ Computing Resources เหล่านี้มาทุกครั้งเมื่อมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังนั้นทำให้การบริหารจัดการต่างๆ ขององค์กรมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ หลังจากที่รู้จักกับ Cloud แล้วเรื่องต่อมาที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทราบคือ Cloud Essential Characteristics หรือคุณลักษณะของ Cloud ซึ่งถูกกำหนดโดย NIST ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลและจัดการเรื่องของ Cloud โดย NIST ได้กำหนด Cloud ของใครก็ตามจะต้องมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ครับ
โดยช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากรที่ไมโครซอฟท์ประเทศไทย รวมถึงได้มีสอนเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับ Cloud Services ต่างๆ และต้องบอกว่าช่วงที่ผ่านมาเรื่องราวของ Cloud นั้นเป็นเรื่องที่แทบจะทุกองค์กรเลยครับให้ความสนใจและกำลังวางแผนและเตรียมพร้อมที่จะย้ายระบบ Datacenter ที่มีอยู่ในปัจจุบันมาเป็น Cloud แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เพราะมีข้อมูลมากมายทำให้เกิดความสับสนว่าจริงแล้ว Cloud Service คืออะไร และจะนำไปใช้อย่างไรเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กร
ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอนำเสนอเรื่องราวนี้ในบทความนี้ซึ่งเป็นตอนที่ 1 ครับ ซึ่งจะเป็นตอนที่มาปูพื้นกันก่อนว่า Cloud คืออะไร และหลังจากนั้นผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ “Microsoft Azure” ครับ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยิน Azure มาแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเจ้า Azure คืออะไรกันแน่ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ามันคือ Public Cloud ของทางไมโครซอฟท์ที่ทำงานอยู่บน Internet แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดแน่นอน ดังนั้นผมจึงอยากให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จักกับ Microsoft Azure ว่าคืออะไร และมีความสามารถอะไรบ้างครับ
Microsoft Azure คืออะไร?
ก่อนที่จะรู้จักกับ Azure
ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทำความเข้าใจกับเรื่องของ Cloud กันก่อนครับว่าคืออะไร
และมีคอนเซปรวมถึงรายละเอียดเป็นอย่างไรครับ ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับ Cloud กันก่อนว่า
Cloud คืออะไร?
Cloud คือ รูปแบบหรือแนวคิดของการนำเอาทรัพยากรหรือ Computing Resources ต่างๆ ที่มีอยู่มาเป็น Shared Pool หรือนำมารวมกันเพื่อรองรับกับความต้องการและให้บริการได้ทันที
(On-Demand) โดยที่ผู้ให้บริการ (Service Provider) สามารถบริหารและจัดการได้อย่างรวดเร็ว สำหรับ
Computing Resources ที่ผมกล่าวถึงคือ Servers, Storages, Networks, Applications และ Services ต่างๆ ครับ
จากเดิมที่ทรัพยากรหรือ Computing
Resources เหล่านี้จะมาจากการที่องค์กรได้ซื้อมาเมื่อมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น
และจะมาเป็นระยะๆ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการนั้นๆ ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ใน Datacenter ขององค์กรนั้นมีจำนวนของ Servers, Storages, Networks มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างเช่น การใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ, ทำให้การบริหารจัดการและดูแลทำได้ยากและก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น เนื่องจากมีหลายหลายยี่ห้อของ Computing Resources และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายครับ แต่ด้วยแนวคิดของCloud เป็นการนำเอา Computing Resources ทั้งหมดมา Pool รวมกันและวางแผนสำหรับการรองรับกับความต้องการของธุรกิจ โดยที่ไม่ใช่เป็นการซื้อ Computing Resources เหล่านี้มาทุกครั้งเมื่อมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังนั้นทำให้การบริหารจัดการต่างๆ ขององค์กรมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ หลังจากที่รู้จักกับ Cloud แล้วเรื่องต่อมาที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทราบคือ Cloud Essential Characteristics หรือคุณลักษณะของ Cloud ซึ่งถูกกำหนดโดย NIST ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลและจัดการเรื่องของ Cloud โดย NIST ได้กำหนด Cloud ของใครก็ตามจะต้องมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้ครับ
ผมขออนุญาตอธิบาย Essential Characteristics ของ Cloud เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ เริ่มด้วย Resource Pooling/Multi-Tenancy นั้นคือการนำเอา Computing Resources ต่างๆ มารวมกันหรือ Pool กันเพื่อให้บริการลูกค้าหลายๆ
ราย โดยไม่มีผลกระทบในเรื่องของประสิทธิภาพ, การขยาย และความปลอดภัย
ข้อต่อมาคือเรื่องของ On-demand & Self-Service
ผู้ใช้งานสามารถขอหรือใช้บริการได้ทันทีตามความต้องการด้วยตัวเอง เช่น
ถ้าผู้ใช้งานต้องการ Virtual Machines เพื่อใช้งานแอพพิเคชั่นต่างๆ สามารถใช้ได้ทันที
ไม่ต้องรอให้ผู้ดูแลมาจัดการให้ ซึ่งต้องใช้เวลา เป็นต้น
หัวข้อต่อมาคือ Rapid Elasticity คือ Cloud จะสามารถรองรับการร้องขอการใช้งาน Services เพิ่มและลดได้ตามความต้องการ เช่น
ผู้ใช้งานสามารถสร้างหรือร้องขอ Virtual Machine
เพิ่มขึ้นมาและให้ทำงานแบบเดียวกับ Virtual Machine ที่ทำงานอยู่แล้วได้ทันที
เพื่อรองรับโหลดของผู้ใช้งานที่เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่งๆ และสามารถลด
Virtual Machine ดังกล่าวได้ทันทีเมื่อไม่ต้องการ
หัวข้อต่อมาคือ Measured Service เมื่อผู้ให้บริการได้ให้บริการ Computing
Resources ต่างๆ
ให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการแล้ว
จะต้องสามารถเก็บข้อมูลรายละเอียดของการใช้งาน Computing
Resources ต่างๆ ที่ลูกค้าแต่ละรายได้ใช้ไป
เพื่อนำไปจัดทำเป็นรายงานและเก็บค่าบริการ (Charge Back)ต่อไป และหัวข้อสุดท้ายคือ Broad Network
Access คือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Cloud จากที่ใดก็ได้ครับ
ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกต่อการใช้งานและบริการของ Cloud ครับ
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น Cloud Services ของค่ายหรือบริษัทใดๆ
ก็แล้วแต่จะต้องสามารถหรือมีคุณลักษณะตรงตามที่ NIST ได้กำหนดเอาไว้ครับ
เพราะจากที่ผ่านมามีลูกค้าถามว่า
เราจะทราบได้อย่างไรว่าบริษัทที่มานำเสนอโซลูชั่นของ Cloud Services นั้นเป็น Cloud จริงหรือไม่ คำตอบคือ
ต้องให้บริษัทนั้นอธิบายหรือแสดงเอกสารว่า Cloud
Services ของเค้านั้นมีคุณลักษณะตาม NIST หรือตามที่ผมได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ครับผม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





