วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

สำรวจ Windows Server 2012 ตอนที่ 11

    
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านสำหรับบทความตอนนี้ของผมจะเป็นการรีวิวง Role ที่สำคัญ Role หนึ่งใน Windows Server 2012 นั่นคือ “Hyper-V” ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้ทำการพัฒนา Hyper-V มาอย่างตอนเนื่องครับ  โดย Hyper-V มีให้เราใช้กันตั้งแต่ Windows Server 2008 ซึ่งจะเป็น Hyper-V เวอร์ชั่น 1.0 จากนั้นทางไมโครซอฟท์ได้ทำการปรับปรุงและเพิ่มเติมฟีเจอร์ต่างๆ  ให้กับ Hyper-V ใน Windows Server 2008 R2 ซึ่ง Hyper-V ที่มาพร้อมกับ Windows Server 2008 R2 จะเป็น Hyper-V เวอร์ชั่น 2  และจากนั้นทางไมโครซอฟท์ก็ได้ทำการปรับปรุงและพัฒนา Hyper-V อย่างต่อเนื่องจนมาถึง Windows Server 2012 ซึ่ง Hyper-V ที่มาพร้อมกับ Windows Server 2012 จะเป็น Hyper-V 3.0 ครับ  ด้านล่างจะเป็นตารางเปรียบเทียบระหว่าง Hyper-V ของ  Windows Server 2008 R2 กับ Windows Server 2012 ครับ


สำหรับบทความนี้ผมจะทำการรีวิวและสำรวจฟีเจอร์ต่างๆ  ที่น่าสนใจของ Hyper-V ที่อยู่ใน Windows Server 2012 ว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปดูกันเลยครับผม

1. Dynamic Memory


ได้มีการปรับปรุงจาก Windows Server 2008 R2 + SP1  โดยได้มีการเพิ่ม Options  ต่างๆ  ดังนี้

- Startup RAM คือ Memory ที่กำหนดให้ถูกใช้ในระหว่างที่ Virtual Machine Boot และสตาร์ท Services ต่างๆ  จาก นั้น  Memory ที่กำหนดไว้จะไม่ได้ใช้อีกแล้ว แต่จะใช้ Memory ที่ถูกบริหารและจัดการโดย Dynamic Memory  แทน (Minimum และ Maximum RAM)
- Minimum RAM คือ จำนวนของ RAM หรือ Memory น้อยที่สุด ที่ Virtual Machine สามารถใช้ได้
- Maximum RAM คือ จำนวนของ RAM หรือ Memory มากที่สุด ที่ Virtual Machine สามารถใช้ได้


ผมขอยกตัวอย่างการใช้งาน Dynamic Memory,  สมมติว่า Virtual Machine ของผมต้องการ RAM  1 GB สำหรับการ Boot และสตาร์ท Services ต่างๆ  (ผมขอเพิ่มเติมเล็กน้อยสำหรับ Startup RAM นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ช่ว่ยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วเมื่อ Virtual Machine สตารท์  ในเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้จะพบปัญหาเมื่อ Virtual Machines หลาย ๆ ตัว ทำการสตาร์ทพร้อมกันทำให้เกิดการแย่งชิง Memory กัน และส่งผลให้ Virtual Machines สตาร์ทช้าครับ) และหลังจากนั้นเสร็จสิ้นกระบวนการ Boot และสตาร์ท Services ต่างๆ ของ Virtual Machine แล้ว Dynamic Memory ก็จะเริ่มเข้ามาบริหารจัดการ Memory ของ Virtual Machine  ดังกล่าว จากตัวอย่างนี้ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการสตาร์ทแล้ว Memory ของเครื่อง Virtual Machine ดัวกล่าวก็จะถูกจัดการด้วย Dynamic Memory ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าความต้องการในการใช้งาน Memory จะลดลง  จากตัวอย่างนี้ ผมจะทำการกำหนด  Startup RAM  ของ Virtual Machine นี้เป็น 1024 MB และ Minimum RAM จะเป็น 512 MB ส่วน Maximum RAM ผมกำหนดเป็น 4096 MB  จากประสบการณ์การกำหนดค่าต่างๆ  ของ Startup RAM, Minimum RAM และ Maximum RAM ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น Role ของ Server, จำนวนของผู้ใช้งาน และอื่นๆ 
 
 
2. Smart Paging
สำหรับฟีเจอร์นี้จะเป็นฟีเจอร์ที่มาทำงานร่วมกับ Dynamic Memory ครับ  ซึ่งจะถูกใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ  ดังนี้
- Virtual Machine ถูกรีสตาร์ท หรือ Hyper-V Host รีสตาร์ท
- ไม่มี Physical Memory เพียงพอ
- ไม่สามารถถดึงเอา Memory จาก Virtual Machines อื่นๆ มาเฉลี่ยให้
ณ จุดนี้เองจะเป็นเวลาที่ Smart Paging File ถูกสร้างขึ้นสำหรับ Virtual Machine ตาม Location ที่กำหนด ดังรูปด้านล่างครับ  เพื่อให้ Virtual Machine สามารถทำการ Startup ได้อย่างสมบูรณ์  ดังนั้น Smart Paging ฟีเจอร์ถูกใช้เพื่อให้การรีสตาร์ทของ Virtual Machine ทำได้อย่างไม่มีปัญหาและไม่ส่งผลกระทบใด ๆ


3.  Guest Fibre Channel
เป็นฟีเจอร์ใหม่ใน Windows Server 2012 ที่ให้ Virtual Machines สามารถติดต่อและเข้าถึง Fibre Channel (FC) Shared Storage ได้โดยตรง ดังรูป
 
หมายความว่าท่านผู้อ่านสามารถกำหนด Virtual Fibre Channel ให้กับ Virtual Machines เพื่อติดต่อและทำการ Access Fibre Channel Shared Storage ได้ ซึ่งได้เวอร์ชั่นเดิมได้แค่ iSCSI Shared Storage เท่านั้น  ดังรูป


โดยมีได้มากถึง 4 Virtual HBAs สำหรับแต่ละ Virtual Machine, WWPN (World Wide Port Name) จะถูกกำหนดให้กับแต่ละ Virtual Machine โดยที่ตัวของ Hyper-V Hosts ไม่ต้องมีการกำหนดการ Access ใด ๆ ,  และที่สำคัญรองรับการทำงานร่วมกับ Live Migration  รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากที่นี่ครับ http://technet.microsoft.com/en-us/library/hh831413.aspx
สำหรับฟีเจอร์ที่เหลือของ Hyper-V ผมขอยกยอดไปต่อกันในตอนหน้าครับผม....
 

 
 
 

วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



มีอะไรใหม่ใน System Center 2012 Service Pack 1

     สำหรับท่านที่ใช้งานหรือรู้จัก System Center 2012 กันอยู่แล้ว จะทราบว่า System Center 2012 เป็นชุดของ Products ที่ทาง Microsoft ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการ Clouds ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Private, Public และ Hybrid Clouds โดยประกอบไปด้วย Products ทั้งหมด 8 ตัว คือ

1. System Center 2012 Configuration Manager

2. System Center 2012 Virtual Machine Manager

3. System Center 2012 Operations Manager

4. System Center 2012 Data Protection Manager

5. System Center 2012 Service Manager

6. System Center 2012 Orchestrator

7. System Center 2012 AppController

8. System Center 2012 Endpoint Protection Manager

โดย Products แต่ละตัวจะมีหน้าที่ในการบริหารและจัดการ Clouds  ที่แตกต่างๆ กันไป  โดยเริ่มตั้งแต่การสร้าง, การจัดการ, การ Monitoring, การดูแลรักษา และการทำ Automation งานต่างๆ  สำหรับ Private และ Public Clouds  สำหรับท่านที่อยากรู้ว่าแต่ละตัวทำหน้าที่และมี Features อะไรบ้าง  ผมแนะนำว่าลองไปอ่านบทความของผมก่อนหน้านี้ดูครับ  โดยผมได้ทำการรีวิว Features ต่าง ๆ ของ System Center 2012 ไว้ให้แล้ว

สำหรับบทความตอนนี้จะเป็นเรื่องราวที่ผมถูกถามบ่อยมาก ๆ  ในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มาเรียนกับผม หรือที่ผมไปเป็นที่ปรึกษาให้ครับ  คือ Features ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจใน System Center 2012 Service Pack 1 ครับ โดยผมทำการหยิบยกเอาเฉพาะ Features ที่น่าสนใจจากมุมมองของผมครับ  และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มาดูกันเลยครับ 

 

1. System Center 2012 Configuration Manager

- สามารถทำการ Convert Standalone Primary Site ไปเป็น CAS

- SC 2012 Configuration Manager Client รองรับและติดตั้งได้กับ Windows 8 รวมถึงการ Deploy และ Upgrade

  เวอร์ชั่นเดิมมาเป็น Windows 8

- รองรับการทำ Windows Server 2012 และ Windows 8 Deployment

- SC 2012 Configuration Manager supported Windows To Go Feature (ของ Windows 8)

- SC 2012 Configuration supported Windows Server 2012 และ SQL Server 2012

- รองรับการจัดการ Mac OSX (10.6 และ 10.7), Linux และ Unix Servers   โดยสามารถทำการ Deploy

   Software, Hardware Inventory และจัดการในส่วนของ Compliance Settings

- มี New PowerShell Cmdlets

- สามารถมี Distribution Points อยู่บน Clouds ที่ใช้ Windows Azure Cloud ได้

- Email Alert Subscriptions supported ทุกฟีเจอร์ของ SC 2012 Configuration Manager

- รองรับการทำงานร่วมกับ App-V 4.6 SP2 และ 5.0

- สำหรับ SC 2012  Endpoint Protection รองรับ Cross-Platform supported Windows, Mac, Linux และ Unix

 

2. System Center 2012 Virtual Machine Manager

- VMM Self-Service Portal ไม่มีให้ใช้แล้วครับ แต่สามารถใช้ SC 2012 AppController มาทำหน้าที่แทนได้

- รองรับ File Shares ที่เป็น SMB 3.0

- รองรับ VHDX และสามารถทำการ Convert VHD ไปเป็น VHDX และสามารถใช้ VHDX ทำเป็น OS Base Image

- รองรับ Network Virtualization (เป็นฟีเจอร์ใหม่ใน Windows Server 2012)

- รองรับ Windows Standards-Based Storage Management Service, Thin Provisioning สำหรับ

   Logical Units และ Discovery ของ SAS

 

3. System Center 2012 Operations Manager

- New Management Pack สำหรับ Windows 2012 และ IIS 8

- ACS supported Dynamic Access Control (ฟีเจอร์ใหม่ใน Windows Server 2012) 

- APM (Application Performance Monitoring) supported SharePoint 2010

- รองรับการทำงานร่วมกับ Team Foundation Server 2010 และ 2012

- รองรับการ Monitoring WCF, MVC  และ .NET NT Services

- รองรับ Azure SDK

 
4. System Center 2012 Data Protection Manager

- รองรับการ Protection SQL Server 2012

- เพิ่มประสิทธิภาพในการ Backup Hyper-V over CSV 2.0

- รองรับการ Protection Hyper-V ที่เป็นแบบ Remoter SMB 3.0 Share

- รองรับการ Protection Windows Server 2012 De-Duplicated Volumes

- รองรับการ Protection Resilient File System (ReFS) Volumes

 
5. System Center 2012 Service Manager

- รองรับการทำ Chargeback Model (ต้องทำงานร่วมกับ SC 2012 ตัวอื่นๆ ด้วย)

- รองรับ SQL Server 2012

- รองรับการติดตั้ง Service Manager Console สำหรับผู้ใช้งานเพื่อเข้าถึง Self-Service Portal บน

  Windows 8

 
6. System Center 2012 Orchestrator

- New Integration Packs (รวมถึง 3rd Party)

- สามารถจัดการ VMM Self-Service User Roles

 

7. System Center 2012 AppController

- สามารถทำการ Upload VHD จาก VMM Library ไปยัง Windows Azure Cloud

- สามารถทำการ Migrate VM จาก VMM ไปยัง Windows Azure Cloud



และนี่คือ New Features ของ System Center 2012 ที่ผมได้รวบรวมบางส่วนที่น่าสนใจมาอัพเดทให้ทุกท่านได้ทราบครับผม  สำหรับท่านที่อยากทราบข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จาก Link นี้ครับ, http://technet.microsoft.com/en-us/systemcenter/bb980621.aspx