วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
Azure Active Directory Identity Governance
วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2564
รู้จักกับ Windows 365 Cloud PC
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความนี้ผมมานำเสนอเรื่องราวที่หลายๆ ท่านให้ความสนใจกันมากเลยครับในช่วงเดือนที่ผ่านมา นั่นก็คือเรื่องราวของ Service ใหม่ของ Microsoft ที่มีชื่อว่า "Windows 365" หรือที่เรียกกันว่า Cloud PC ครับ และช่วงที่ผ่านตัวผมเองก็ได้มีโอกาสทำการศึกษาหาข้อมูลและทำการทดสอบ Windows 365 ดังนั้นผมจึงคิดว่าจะนำเอาเรื่องราวของ Windows 365 มานำเสนอและเล่าสู่กันฟังเหมือนเช่นเคยครับ
Windows 365 คืออะไร?
Windows 365 คือ Service ที่ทาง Microsoft ให้บริการ PC (ซึ่งติดตั้ง OS เป็น Windows 10 หรือ Windows 11 ในอนาคต) ให้กับผู้ใช้งาน โดยทำการสตรีม PC (Windows 365) หรือที่เรียกกันว่า Cloud PC มายังเครื่องหรือ Device ของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ใด หรือจะใช้ Device ใดครับ ซึ่งคล้ายคลึงกับการที่องค์กรนำเอา SaaS หรือ Cloud Applications เช่น Micrsoft 365 และอื่นๆ มาใช้งานในองค์กร โดยที่ไม่ต้องเตรียมเครื่องเพื่อทำการติดตั้ง SaaS หรือ Cloud Applications ดังกล่าวครับ โดยคอนเซปของ Windows 365 ที่ผมได้อธิบายเมื่อซักครู่นั้น สามารถเรียกได้ว่า Windows 365 (Cloud PC) ให้บริการในรูปแบบที่เรียกว่า Desktop-as-a-Service หรือ DaaS ครับ
ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมทางด้านเทคนิคอีกซักนิดสำหรับ Windows 365 ครับ นั่นก็คือตัวของ Windows 365 นั้นทาง Microsoft ได้ทำการพัฒนาและต่อยอดมาจาก Service หนึ่งใน Microosft Azure ที่ชื่อว่า "Azure Virtual Desktop" หรือ AVD ซึ่งเป็น Service ที่ให้บริการ VDI Solution บน Microsoft Azure ซึ่งทำให้องค์กรที่สนใจ VDI Solution มีทางเลือกเพิ่มเติมจากเดิมที่จะต้องเตรียมเครื่องหรือ Servers และ Components ต่างๆ เพื่อทำการติดตั้ง VDI Solution ดังกล่าวที่ On-Premise Data Center ขององค์กร ซึ่งต้องใช้เวลาในการติดตั้งรวมถึงค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงครับ แต่ ณ วันนี้องค์กรใดที่สนใจ VDI Solution สามารถใช้ติดตั้งและใช้งาน Solution ดังกล่าวบน Microsoft Azure โดยใช้ Azure Virtual Desktop หรือ AVD ซึ่งติดตั้งง่ายและเร็วกว่าแบบเดิม อีกทั้งค่าใช้จ่ายโดยรวมก็ยังถูกกว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการติดตั้งและใช้งาน VDI Solution ก่อนหน้านี้ครับ
ในส่วนของ Windows 365 จะให้บริการในรูปแบบของ Single User หรือ Single Session (ซึ่งแตกต่างจาก Azure Virtual Desktop ที่ให้บริการแบบ Multi-Sessions) เพื่อให้ทำงานเหมือนกันเป็น PC ของผู้ใช้งานแต่ละคนครับ โดยทาง Microsoft ได้พัฒนา Windows 365 ให้ง่ายและสะดวกต่อการติดตั้งและใช้งานมากขึ้นครับ โดยที่ผู้ดูแลระบบไม่ต้องไปทำการเตรียมและสร้าง Virtual Machine ใดๆ เลยเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้ามาใช้งาน Windows 365 รวมถึงตัวของผู้ดูแลระบบก็ไม่สามารถทำการ Remote ไปที่ Windows 365 ได้ครับ เนื่องจากทาง Microsoft เป็นคนจัดการให้ครับ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ดูแลระบบไม่ต้องทำอะไรกับ Windows 365 นะครับ ในเรื่องของการบริหารและจัดการ เช่น เรื่องของ Security และอื่นๆ ก็ยังคงเป็นหน้าที่ที่ผู้ดูแลระบบจะต้องดำเนินการนะครับ
ผมอยากให้ทุกท่านมอง Windows 365 คือ Windows 10 หรือต่อไปจะมี Windows 11 ที่ทาง Microsoft ได้จัดการเบื้องหลังสำหรับในส่วนของ System หรือ Infrastrusture เพื่อให้ Windows 365 ดังกล่าวนั้นสามารถให้บริการกับเราได้ครับ ในส่วนของผู้ใช้งานอย่างตัวผมหรือทุกท่าน เราก็จะได้เครื่องหรือ PC มาตัวหนึ่ง ซึ่งโดยปรกติเราจะได้มาในรูปแบบของ Physical เช่น PC หรือ Notebook จากนั้นเราก็จะทำการติดตั้ง Applications และกำหนดค่าต่างๆ ตามที่เรารวมถึงองค์กรต้องการครับ แต่ในมุมของ Windows 365 คือเราจะได้ PC มาเช่นกันครับแต่เป็นแบบ Virtual ครับ ผมหรือท่านผู้อ่านสามารถใช้งาน Windows 365 ผ่านทาง Device ของเรา เช่น Notebook, Tablet , และอื่นๆ ผ่านทาง Browser ครับ และอย่างที่ผมได้อธิบายไว้ข้างต้น คือ ท่านผู้อ่านสามารถใช้งาน Windows 365 จากที่ใดหรือ Device ใดก็ได้ครับ เพราะตัวของ Windows 365 อยู่บน Cloud (Microsoft Azure) ครับ เราจึงเรียกว่า Windows 365 คือ Cloud PC นั่นเองครับผม
และจากที่ผมได้อธิบายเกี่ยวกับคอนเซปของ Windows 365 ไว้ข้างต้น ทำให้องค์กรสามารถที่จะนำเอา Windows 365 มาให้ผู้ใช้งานในองค์กรใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายกว่าแต่ก่อน เพราะองค์กรไม่ต้องเตรียมหรือซื้อเครื่อง PC หรือ Notebook และทำการติดตั้ง OS และอื่นๆ มาให้ผู้ใช้งานเหมือนที่ผ่านมาครับ ดังนั้นทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการบริหารและจัดการรวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ ในมุมของผู้ใช้งานนั้นแทบจะไม่ต้องปรับตัวหรือเรียนรู้มากซักเท่าไรกับ Windows 365 (OS เป็น Windows 10 หรือ Windows 11 ในอนาคต) เพราะผู้ใช้งานคุ้นเคยการใช้งาน Windows 10 (หรือ Windows 11) ที่ใช้งานกันอยู่แล้วครับ
Windows 365 Requirements & Options
ณ ขณะนี้ Windows 365 มีให้เลือกใช้งาน 2 แบบ หรือ 2 Options ครับ คือ แบบ Business กับ Enterprise ครับ โดยจะเลือกแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการครับ *สำหรับบทความนี้ผมจะนำเสนอ Windows 365 แบบ Business นะครับ
Option 1: Windows 365 Business
สำหรับ Windows 365 แบบ Business นั้นถูกออกแบบมารองรับกับองค์กรขนาดเล็กหรือกลางที่มีผู้ใช้งาน 300 Users หรือน้อยกว่าครับ องค์กรหรือท่านผู้อ่านสามารถดำเนินการซื้อ Windows 365 Business ได้เลยครับ โดยสั่งซื้อโดยตรงจาก Windows 365 Portal หรือจาก Microsoft 365 admin center ครับ ไม่ต้องซื้อ Azure Subscription นะครับ รองรับและสามารถนำไปใช้กับองค์กรที่มีหรือไม่มี Azure Active Directory (Azure AD) Tenant ก้อได้ครับ นั่นหมายความว่า Windows 365 Business อาศัยการทำงานร่วมกับ Azure AD เป็นหลักหรือจะเรียกว่า Windows 365 หรือ Cloud PC รองรับแบบ Native Azure AD Support ครับ
Option 2: Windows 365 Enterprise
สำหรับ Windows 365 แบบ Enterprise นั้นถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะเป็น Hybrid Cloud (Hybrid Identity) โดย Windows 365 Enterprise จะทำงานร่วมกับ Azure Active Directory (Azure AD) และ Active Directory Domain Service (AD DS) ไม่สามารถติดต่อหรือ Reomote ไปยัง Windows 365 เช่นกันครับ แต่สามารถกำหนดค่าให้ Windows 365 Enterprise ดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อเข้ามายัง Azure Virtual Network (Azure VNet) ขององค์กรได้ เพราะฉะนั้นองค์กรที่สนใจ Windows 365 Enterprise จะต้องเตรียม Windows 365 Enterprise Licenses, Microsoft Azure Subscription, และอื่นๆ
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จาก Link นี้ครับ, Windows 365 requirements | Microsoft Docs
รูปด้านล่างแสดงถึงความแตกต่างด้านเทคนิคระหว่าง Windows 365 Business กับ Enterprise ครับ
สำหรับ Applications ต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้ใน Windows 365 ณ ขณะที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ มีเยอะเลยครับ โดยส่วนใหญ่ท่านผู้อ่านจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เช่น Microsoft 365, Microsoft Dynamics 365, Microsoft Power Platform, Line of Business (LOB), และอื่นๆ ครับ
Windows 365 Pricing
สำหรับราคาหรือค่าใช้จ่ายของ Windows 365 นั้นคิดเป็นต่อ User ต่อเดือนครับ ไม่ได้มีการคิดค่าใช้จ่ายค่า Compute หรือ Azure Virtual Machine ของตัว Cloud PCs (Windows 365) ครับ เช่น ถ้าองค์กรหรือออฟฟิศของท่านผู้อ่านมีผู้ใช้งานที่วางแผนต้องการใช้งาน Windows 365 สมมติว่า 50 Users ก็ซื้อ Windows 365 จำนวน 50 Licenses ครับ ค่าใช้จ่ายของ Windows 365 จะสูงหรือไม่ขึ้นอยู๋กับจำนวนผู้ใช้งานและสปเค (Specification) ของ Windows 365 ครับ ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบครับ โดยจะคิดต่าใช้จ่ายข้างต้นเป็นรายเดือนตามที่แจ้งไว้ในตอนต้นครับ รูปด้านล่างเป็นตัวอย่างของรายละเอียดและราคาของ Windows 365 ครับ
รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปที่ Link นี้ได้ครับ Windows 365 Plans and Pricing | Microsoft
Windows 365 Security
ทาง Microsoft ได้ทำการออกแบบและพัฒนา Windows 365 โดยรองรับกับคอนเซปของ "Zero Trust" ในส่วนของ User Experience นั้นก็ถูกออกแบบมาให้รองรับและคำนึงถึงเรื่องของความปลอดภัยเช่นกันครับ ข้อมูลทุกอย่างของ Windows 365 จะถูกเก็บไว้บน Cloud (Microsoft Azure) ไม่ได้มีการเก็บไว้ที่อุปกรณ์หรือ Device ของผู้ใช้งาน ตลอดจนได้มีการเข้ารหัส (Encryption) ตลอดการใช้งานไม่ว่าจะเป็น Network Traffics จนถึงข้อมูล (Disk ของ Windows 365) ครับ Windows 365 รองรับกับเทคโนโลยีที่ทาง Microsoft ได้มีการคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่เรียกว่า "Passwordless Technology" ครับ นอกเหนือจาก MFA ครับ ตัวของ Windows 365 ยังสามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Security Services อื่นๆ เช่น Microsoft Endpoint Manager (MEM), Microsoft Defender, เป็นต้นครับ
และนี่คือเรื่องราวและคอนเซปของ Windows 365 ในเบื้องต้นครับ สิ่งที่สำคัญที่ผมอยากจะแนะนำเพิ่มเติมก่อนที่ท่านผู้อ่านทุกท่านหรือองค์กรใดที่สนใจจะเริ่มนำเอา Windows 365 ไปใช้งาน ก็คือ การวางแผนและเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบครบถ้วนครับ โดยเริ่มเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ระบบหรือ Environment ณ ปัจจุบันขององค์กรเป็นอย่างไร, มีการใช้งาน Cloud Services ใดของ Microsoft เช่น Microsoft Azure, Microsoft 365, เป็นต้น, รวมถึงความต้องการครับ จากนั้นนำเอาสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาควบคู่ไปกับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ Windows 365 ไม่ว่าจะเป็น คอนเซปการทำงานของ Windows 365, Windows 365 Options (Business และ Enterprise), ค่าใช้จ่าย, และอื่นๆ ครับ เมื่อพิจารณทุกอย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการจัดซื้อและตามด้วยขั้นตอนการ Deploy Windows 365 ครับผม.....
วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
รู้จักกับ Zero Trust Model
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2564
Azure Active Directory (Azure AD)
สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Concept และ Service ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการ Identity ครับ โดย Service ดังกล่าวนี้มีชื่อว่า “ Azure Active Directory” หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "Azure AD" ครับ สำหรับ Azure Active Directory นั้นถือว่าเป็น Service ตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากตัวหนึ่งสำหรับการนำเอา Cloud เข้ามาประยุกต์ใช้งานในองค์กร ในรูปแบบต่างๆ เช่น Public, Hybrid Cloud เป็นต้น
สิ่งหนึ่งที่องค์กรจะต้องทำการวางแผนเตรียมความพร้อมนั่นก็คือ เรื่องของการบริหารจัดการและควบคุม Identity ซึ่ง ณ วันนี้ การบริหารจัดการและควบคุม Identity เพื่อเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ใน On-Premise เพียงที่เดียวอีกต่อไปครับ โดยเฉพาะหลังจากองค์กรได้มีการนำเอา Cloud เข้ามาประยุกต์ใช้งาน จึงทำให้ทรัพยากรต่างๆ ที่เคยอยู่ใน On-Premise ก็จะถูกย้าย (Migrate) หรือจะเป็นสร้าง Workloads ใหม่บน Cloud รวมถึงความต้องการที่นำเอา Cloud หรือ SaaS Applications เข้ามาใช้งาน เป็นต้น
ขอยกตัวอย่างเพิ่มเติม
เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพและมีความเข้าใจมากขึ้นจากที่ผมได้เกริ่นไว้ในตอนต้น
เช่น ถ้าองค์กรหนึ่งมีความต้องการใช้งาน Cloud หรือ SaaS
Applications โดยองค์กรดังกล่าวมีผู้ใช้งาน 1,000 คน และมี Active Directory Domain Services (AD DS) ใช้งานอยู่
สิ่งที่องค์กรจะต้องพิจารณาจากความต้องการข้างต้น
คือ
- ผู้ใช้งานในองค์กรดังกล่าว จะต้องมีและจดจำ Username และ Password มากขึ้นตามจำนวนของ Cloud หรือ SaaS Applications ที่องค์กรดังกล่าวนำเข้ามาใช้งาน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้งานจะกำหนด Username และ Password เหมือนกันทั้งหมดเพื่อให้ง่ายและสะดวกใน การเข้าถึงและใช้งาน แต่จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการบริหารจัดการ และเกิดความไม่ปลอดภัย
- เกิดความยุ่งยากในการบริหารและจัดการ Username และ Password
- IT ทำการตรวจสอบ Activities ได้ยาก เนื่องจากผู้ใช้งานมีหลาย Identities
- อื่นๆ
จากประเด็นต่างๆ ข้างต้น ทำให้ ณ ปัจจุบัน องค์กรต่างๆ จะต้องเตรียมความพร้อมและวางแผนการบริหารและจัดการ Identity ของผู้ใช้งานในองค์กร ที่ต้องการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ใน On-Premise และบน Cloud อย่างไร เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและปลอดภัยได้อย่างไร และนี่จึงเป็นที่มาของ Azure Active Directory (Azure AD) ครับ และก่อนที่จะไปถึงเรื่องราวของ Azure Active Directory หรือ Azure AD นั้น ผมขออนุญาตอธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับ Service ตัวหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ องค์กรใช้งานกันอยู่ครับ และท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันอยู่แล้วครับ Service ที่ว่านี้ก็คือ “Active Directory Domain Services (AD DS) ” ครับ ซึ่งเป็น Role ที่อยู่ใน Windows Server ครับ และในช่วงที่ผ่านมา ยังมีหลายท่านๆ ยังสับสนและเข้าใจว่า Active Directory Domain Services หรือ AD DS คือ Service ตัวเดียวกันกับ Azure Active Directory หรือ Azure AD ครับ ดังนั้นผมขออธิบายเรื่องราวของ Active Directory Domain Services (AD DS) กันซักนิดก่อนครับ
ทำความรู้จักกับ Active Directory Domain Services (AD DS)
Active Directory Domain Services (AD DS) เป็น Role หนึ่งใน Windows Server มาตั้งนานแล้วครับ โดยทาง Microsoft ได้นำเอา Active Directory มาเริ่มให้บริการและใช้งานตั้งแต่ใน Windows Server 2000 ครับ โดยในส่วนของ Active Directory ใน Windows Server นั้นมีหลาย Roles ให้พิจารณาเลือกไปใช้งานครับ เช่น
- Active Directory Domain Services (AD DS)
- Active Directory Certificate Services (AD CS)
- Active Directory Federation Services (AD FS)
- Active Directory Right Management Services (AD RMS)
- Active Directory Lightweight Directory Services (AD LDS)
สำหรับ Active Directory Domain Service (AD DS) นั้นเป็น Service ที่ทำหน้าที่เรียกว่า “Directory Service” หรือจะเรียกอีกชื่อว่า “LDAP Service” ก็ได้ครับ โดยจะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical Structure คือ จะมี Forest, Tree, Domain, และ Organizational Unit (OU) ครับ ดังนั้นจะเห็นว่าเวลาที่ทำสร้าง Active Directory Domain Service (AD DS) จะต้องมีการออกแบบว่าจะมีกี่ Forest, Tree, Domain และอื่นๆ ครับ และจะมี Features ต่างๆ ที่มาพร้อมกับ Active Directory Domain Service (AD DS) เช่น การสร้าง User, Group, และ Computer Accounts ต่างๆ ไว้ใน Domain, Group Policy ซึ่งเป็น Feature ที่ให้องค์กรสามารถสร้างและกำหนด Policy ในการควบคุมและจัดการ Resources ต่างๆ และอื่นๆ
ดังนั้นผู้ใช้งานที่จะเข้ามาใช้งานทรัพยากรต่างๆ ก็จะต้องมี User Account ใน Active Directory Domain Service (AD DS) ก่อนครับ นอกจากนี้แล้วเครื่องของผู้งานก็จะต้องทำกระบวนที่เรียกว่าการ “Join Domain” เพื่อจะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ เช่นกันครับ สำหรับในส่วนของ Authentication Protocols ที่ Active Directory Domain Service (AD DS) ที่รองรับคือ NTLM และ Kerberos ครับ ในส่วนของการทำ Query ข้อมูลใน Active Directory Domain Service (AD DS) ใช้ LDAP Protocol ครับ
จากสิ่งที่ผมได้อธิบายเกี่ยวกับ Active Directory
Domain Services (AD DS) ไว้ในข้างต้น
เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพและเข้าใจเกี่ยวกับ Service นี้กันก่อนครับ
จากนั้นในหัวข้อถัดไปท่านผู้อ่านก็จะได้รู้จักกับ Azure Active Directory (Azure AD)) ว่ามี Concept และรายละเอียดเป็นอย่างไร
และมีความแตกต่างกับ Active Directory Domain Services (AD DS) อย่างไร แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือ เราสามารถใช้ทั้ง Active
Directory Domain Services(AD DS) และ Azure Active
Directory (Azure AD) ทำงานร่วมกันได้เพื่อทำ
Hybrid Cloud ครับ
ทำความรู้จักกับ Azure Active Directory (Azure AD)
Azure Active Directory (Azure AD) เป็น Service หนึ่งใน Microsoft Azure ครับ โดยทำหน้าที่เป็น Identity and Access Management (IAM) Solution ทำหน้าที่ในการบริหาจัดการและควบคุมในส่วนของ Identity สำหรับการเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรต่างๆ (Azure Storages, Azure App Services, Devices และอื่นๆ ) ใน Microsoft Azure รวมถึงใน On-Premise Data Center ครับ
นอกจากนี้แล้วยังมีความสับสนและข้อสงสัยเกี่ยวกับ Azure Active
Directory เช่น Azure Active Directory เหมือกับ
Active Directory Domain Services (AD DS) ใน Windows Server หรือไม่? Azure
Active Directory จะมาแทน Active Directory Domain Services (AD DS) ใน Windows Server หรือไม่ ?
สำหรับ Azure Active
Directory (Azure AD) มีความแตกต่างกับ
Active Directory Domain Services (AD DS) ที่อยู่ใน Windows
Server ครับ โดย Azure Active Directory (Azure AD) นั้นไม่ใช่
Directory Service (LDAP Service) เหมือนกับ Active
Directory Domain Services (AD DS) ใน Windows Server ครับ เพราะใน Azure Active Directory (Azure AD) มี Concept, Structure, และรายละเอียดต่างๆ
ที่แตกต่างจาก Active Directory Domain Services (AD DS) ครับ สำหรับใน Azure Active Directory (Azure AD) นั้นไม่มี Forest, Tree และ
Domain ซึงเป็น Hierarchical Structure เหมือนกันใน Active Directory Domain Services (AD DS) ครับ สำหรับโครงสร้างและ Structure ของ Azure Active Directory (Azure AD) นั้นมีโครงสร้างเป็น Flat Structure ครับ, รวมถึงไม่มี
Group Policy สำหรับจัดการ Policy, ไม่มี Kerberos
และ NTLM Protocols สำหรับการทำ
Authentication ครับ
ดังนั้น Azure Active Directory (Azure AD) จะไม่ใข่ Service ที่จะมาทดแทน Active Directory Domain Services (AD DS) ที่อยู่ใน Windows Server ที่องค์การต่างๆ
ใช้งานอยู่ครับ แต่ในทางกลับกันเราสามารุถนำเอา Azure Active Directory (Azure AD) มาทำการ Integrate กับ Active Directory Domain Services (AD DS) เพื่อทำงานร่วมกันได้ใน Concept และการทำงานที่เรียกว่า Hybrid Cloud ดังรูปด้านล่างครับ
ในความเป็นจริงแล้ว Azure Active Directory (Azure AD) ไม่ได้มีอยู่ใน Microsoft Azure เพียงที่เดียวนะครับ
ทาง Microsoft ได้เตรียมและให้ Azure Active Directory ( Azure AD) มาใน Cloud Services อื่นๆ ของ Microsoft ด้วยเช่นกันครับ เช่น Microsoft 365, Microsoft Endpoint Manager, และอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เตรียมเอาไว้ให้กับลูกค้าหรืององค์กรต่างๆ ใช้สำหรับการบริหารและจัดการ
Identity (IAM) เพื่อเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรต่างๆ
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด (On-Premise และ Cloud) โดยที่ทางลูกค้าหรืององค์กรสามารถนำ Azure Active Directory (Azure AD)
ไปใช้งานได้เลยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย !!!!! นั้นหมายถึง
Azure AD เป็น Service ที่ทาง Microsoft ให้ลูกค้าและองค์กรต่างๆ สามารถนำไปใช้งานได้ฟรีครับ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure Active Directory (Azure AD) สามารถดูได้จาก Link ดังต่อไปนี้ครับ:
https://azure.microsoft.com/en-us/services/active-directory/
https://docs.microsoft.com/en-us/azure/active-directory/fundamentals/active-directory-whatis
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Azure Active Directory (Azure AD) ครับผม.....
-
วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2564
Azure Security ตอนที่ 1 (Azure Security Center)
Cloud Security Posture Management (CSPM) จะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ (Tools) ซึ่งจะทำหน้าที่ในการประเมินเรื่องของความปลอดภัย (Security Assessment) รวมถึงการตรวจสอบเรื่องของ Compliance (Compliance Monitoring) ระบบหรือ Workloads ต่างๆ ที่องค์กรได้มีการติดตั้งและใช้งานบน Cloud (Microsoft Azure เป็นต้น) เช่น Azure Virtual Machine, Azure Virtual Network, Azure App Service, Azure Storage, Azure SQL และอื่นๆ
Cloud Workload Platform Protection (CWPP) จะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือ (Tools) ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ (Monitoring) และป้องกัน (Protecting) ภัยคุกคาม (Threats) ที่จะเข้ามาจู่โจมหรือสร้างปัญหากับระบบหรือ Workloads ต่างๆ ที่องค์กรได้มีการติดตั้งและใช้งานบน Cloud (Microsoft Azure เป็นต้น) เช่น Azure Virtual Machine, Azure Virtual Network, Azure App Service, Azure Storage, Azure SQL และอื่นๆ
Azure Security Center คืออะไร?
สำหรับ Cloud Security Posture Management (CSPM) นัั้น Azure Security Center หรือ ASC จะทำหน้าที่ในการประเมินและตรวจสอบในเรื่องของ Configuration ของ Azure Resources ต่างๆ ที่องค์กรได้มีการติดตั้งและใช้งานอยู่นั้น มีค่า Configuration ของ Azure Services (ครอบคลุมท้้ง IaaS, PaaS, และ SaaS) ใดที่สุ่มเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือไม่ ถ้า ASC ตรวจพบเจอก็จะมีคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัย (Security Recommendations) ให้เราไปทำการปรับปรุงแก้ไขครับ สำหรับ Security Recommendations หรือเรียกสั้นๆ ว่า Recommendations นั้น ถือว่าเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่มีความสำคัญมากของ ASC ครับ หน้าตาของ ASC ในส่วนของ Recommendations สามารถดูได้จากรูปด้านล่างครับ
จากรูปของ Recommendations เราสามารถคลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ ซึ่ง ASC มีข้อมูลและรายละเอียดให้ครับ เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ครับ
มาที่ฟีเจอร์ต่อมาของ ASC ที่น่าสนใจอีกฟีเจอร์หนึ่งครับ นั่นก็คือ Secure Score ซึ่งเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งของ ASC ที่จะช่วยทำให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับเรื่องของความปลอดภัยของ Workloads หรือ Azure Resources ต่างๆ นั้นว่าเป็นอย่างไร และจะทำการปรับปรุงอย่างไร ในเรื่องของการปรับปรุงนัน ASC ก็จะมี Recommendations ที่ผมได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ครับ
สำหรับในส่วนของ Cloud Workload Platform Protection (CWPP) นั้น ASC จะมี Azure Defender ซึ่งเป็นส่วนที่จะเข้ามาทำการตรวจสอบและป้องกัน Azure Resources ต่างๆ (ครอบคลุมทั้ง IaaS และ PaaS) เช่น Azure Virtual Machine, Azure App Service, Azure Storage, Azure SQL, Azure Key Vault, และอื่นๆ ที่องค์กรได้มีการติดตั้งและใช้งานอยู่นั้นจากภัยคุกคาม (Threats) ครับ ดังรูปด้านล่างครับ
มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านทุกท่านจะเห็นว่า Azure Security Center หรือ ASC เป็น Service ที่มีความสำคัญมากส่วนหนึงของ Cloud Security ครับ เพราะ ASC จะเป็นทำหน้าที่เป็นศุนย์กลางในการจัดการและควบคุมเรื่องของความปลอดภัยหรือเรียกว่าเป็น Unified Infrastructure Security Management ให้กับระบบหรือ Workloads ต่างๆ ขององค์กรโดยครอบคลุมทั้ง On-Premise และ Cloud หรือที่เรียกว่า Hybrid Cloud รวมถึง Multi-Cloud ตามที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้นครับ
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564
รู้จักกับ Azure Active Directory Privileged Identity Management (PIM)
สวัสดีครับทุกท่าน สบายดีกันทุกท่านนะครับ สำหรับบทความตอนนี้ของผมจะเป็นเรื่องราวของฟีเจอร์หนึ่งใน Azure Active Directory ที่ชื่อว่า "Azure Active Directory Privileged Identity Management" หรือเรียกสั้นๆ ว่า Azure AD PIM ครับ และถือว่า Azure AD PIM เป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญสำหรับการ Identity Security ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Azure AD PIM กันเลยครับ
Azure Active Directory Privileged Identity Management (Azure AD PIM) คืออะไร ?
เริ่มจากกันด้วยตัวอย่างง่ายๆ ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของ Azure AD PIM ครับ โดยตัวอย่างนี้มีรายละเอียดดังนี้ครับ สมมติว่าท่านผู้อ่านทุกท่านเป็นผู้ดูแลระบบ (Administrator) หรือเรียกว่าท่านผู้อ่านเป็น Global Administrator ของ Microsoft Azure และงานที่ท่านก็จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวนั้นก็คือ การจัดการและควบคุมการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง Resources ต่างๆ ให้กับผู้ใช้งาน ดังนั้นสิ่งที่ท่านจะต้องวางแผนและพิจารณาคือ ท่านจะจัดการ Identity (User และ Group Accounts) อย่างไร และจะกำหนดสิทธิ์ (Assign) ในการเข้าถึง Resources ต่างๆ ให้กับผู้ใช้งานอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของ Accounts ต่างๆ ใน Azure AD นั่นก็คือ User และ Group Accounts ดังรูปครับ
โดยผมอยากจะโฟกัสไปที่ Group Account (ใน Azure AD) มากกว่า User Account เนื่องจากผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกับ User Account ใน Azure AD กันอยู่แล้ว สาเหตุที่ผมให้ความสนใจกับ Group Account ใน Azure AD เนื่องจาก Group Account มีประโยชน์ในเรื่องของการจัดการและควบคุมการเข้าถึง Resources หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "Access Control" มากครับ เพราะทำให้ง่ายและเกิดความยืดหยุ่นในเรื่องของ Access Control ครับ เพราะแทนที่ทุกท่านจะกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึง Resources โดยตรงให้กับผู้ใช้งาน (User Account) ก็ให้กำหนดสิทธิ์ดังกล่าวนี้ให้กับกลุ่มผู้ใช้งาน (Group Account) แทนครับ ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่น ผู้ใช้งานมีการย้ายแผนกหรือมีการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ในการทำงาน และทำให้มีความต้องการในการเข้าถึง Resources ต่างๆ มากขึ้น ในทางกลับกันอาจจะมีการ Remove สิทธิ์ในการเข้าถึงที่เคยได้รับมา ท่านผู้อ่านก็สามารถจัดการควบคุมได้ง่ายและสะดวกกว่าการให้สิทธิ์ (Assign) โดยตรงกับผู้ใช้งาน (User Account) ครับ ซึ่ง Concept ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็น Best Practices เบื้องต้นที่ควรนำเอามาใช้ครับ โดย Concept ดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ ใช้กันมานานแล้วใน Active Directory Domain Service (AD DS) ซึ่งทาง Microsoft มี Strategy ดังกล่าวนี้หลากหลายรูปแบบให้เลือกพิจารณาเพื่อนำเอาไปประยุกต์ใช้งานในองค์กรครับ
แต่ใน Azure AD จะมีความแตกต่างกับ Active Directory Domain Service (AD DS) ในเรื่องดังกล่าวนี้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ใน Active Directory Domain Service (AD DS) เมื่อท่านผู้อ่านทำการ Add User Account หลายๆ Accounts เข้าไปยัง Group จากนั้นก็ไปกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงหรือจัดการ Resources ต่างๆ แต่สำหรับใน Azure AD เมื่อท่านผู้อ่านทำการ Add User Accounts เข้าไปยัง Group (ใน Azure AD) เรียบร้อย จากนั้นท่านผู้อ่านจะต้องทำการกำหนดสิทธิ์ในเข้าถึงหรือจัดการ Resources ผ่านทางสิ่งที่เรียกว่า "Role-Based Access Control" เรียกสั้นๆ ว่า RBAC ครับ โดย Microsoft ได้เตรียม Built-In RBAC Roles ต่างๆ มากมายเพื่อช่วยองค์กรในเรื่องของ Access Control ครับ ดังรูปด้านล่างครับ
และสำหรับท่านผู้อ่านท่านใดที่มีความคุ้นเคยหรือชำนาญกับเรื่องของ Access Control ใน Active Directory Domain Service (AD DS) ผมอยากให้นึกภาพตามสิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายต่อจากนี้ครับ เริ่มจาก เมื่อผมต้องการให้ผู้ใช้งาน (User Account) เข้าถึงข้อมูล ตาม Best Practices ข้างต้น ผมจะทำการ Add ผู้ใช้งาน (User Account) ดังกล่าวเข้าไปยัง Group ที่มีสิทธิ์ นั่นหมายความว่าผู้ใช้งาน (User Account) ดังกล่าวก็จะกลายเป็นสมาชิกของ Group และสุดท้ายผู้ใช้งานดังกล่าวก็จะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลหรือ Resources ต่างๆ ตาม Group ที่ตัวของผู้ใช้งานเป็นสมาชิกอยู่ ถูกต้องมั๊ยครับ,,, คำถามคือ การเป็นสมาชิกของผู้ใช้งาน (User Account) กับ Group จากประเด็นดังกล่าวนี้ การเป็นสมาชิกที่ว่านี้จะอยู่นานแค่ไหนครับ? คำคอบ คือ ตลอดไปตราบเท่าที่ทุกท่านซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบ ยังไม่ทำการ Remove ผู้ใช้งานท่านดังกล่าวออกจาก Group ครับ และถ้าในความเป็นจริงแล้ว ผู้ใช้งานท่านดังกล่าวนี้ ต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ต้องการตลอดล่ะครับ ท่านผู้อ่านจะจัดการอย่างไรครับ คำตอบคือ Azure AD PIM ครับ ซึ่งจะเป็นฟีเจอร์ที่จะเข้ามาช่วยจัดการและควบคุมครับจากเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้นครับ ด้วยเหตุผลที่ ณ วันนี้หลายๆ องค์กรต้องการที่หาวิธีการที่จะลดจำนวนผู้ใช้งานที่จะเข้าถึงข้อมูลหรือ Resources ต่าง ๆ เช่น Azure AD, Azure Resources, Microsoft 365 และ SaaS Applications ต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์คือ ลดความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยกับ Resources เหล่านี้ ตามที่ผมได้อธิบายจากตัวอย่างข้างต้นและทุกท่านจะเห็นว่ามีสิ่งใดบ้างที่เราจะต้องทำการพิจารณาวางแผนและจัดการครับ
ความสามารถของ Azure Active Directory Privileged Identity Management (Azure AD PIM)
Azure AD PIM จะเป็นฟีเจอร์ที่จะเข้ามาช่วยในจัดการและควบคุมการกำหนดสิทธิ์ โดยสามารถเลือกหรือกำหนด User หรือ Group Accounts ใน Azure AD กับ Roles (RBAC Roles) ที่เหมะสมเพื่อเข้าถึงและใช้งาน Azure AD, Azure Resources, และอื่นๆ ได้ แต่สิทธิ์ดังกล่าวนี้จะไม่ได้ให้หรืออยู่ตลอดไปนะครับ จะมีช่วงเวลาทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลระบบหรือท่านที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำหนดครับ โดยใน Azure AD PIM ได้เตรียมความสามารถที่เรียกว่า Time-Based และ Approval Based Role Activation ครับ โดยมาพร้อมกับ Workflow ในการจัดการและควบคุมครับ ซึ่งประกอบไปด้วย Assign, Activate, Approve, และ Audit เพื่อช่วยลดความเสี่ยง เช่น การให้สิทธิ์ผู้ใช้งานมากเกินกว่าความจำเป็น, การกำหนดและให้สิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องและอื่นๆ ซึ่งผมได้อธิบายเอาไว้ในข้างต้นครับ และนี่คือสิ่งที่ Azure AD PIM สามารถทำได้ครับ
1. กำหนด Roles แบบ Just-in-time privileged ให้กับผู้ใช้งานในการเข้าถึง Azure AD และ Azure Resources ต่างๆ
2. กำหนด Time-bound ในการเข้าถึง Resources ต่างๆ โดยกำหนดวันที่เริ่มและสิ้นสุด
3. ทำการ Approve เพื่อทำการ Activate Privileged Roles ให้กับผู้ใช้งาน
4. ใช้งานร่วมกับ Multi-Factor Authentication
5. การแจ้งเตือน (Notification) เมื่อ Privileged Roles ถูก Activated
6. ใช้งานร่วมกับ Azure AD Access Reviews เพื่อทำการตรวจสอบว่าผู้ใช้งานยังคงต้องการ Roles นั้นๆ อยู่
7. Auditing
รูปด้านล่าง คือ Azure AD PIM Dashboard ครับ
เตรียมพร้อมสำหรับ Azure Active Directory Privileged Identity Management (Azure AD PIM)
สำหรับท่านที่จะบริหารและจัดการ Azure AD PIM ได้นั้น จะต้องอยู่ใน Privileged Role Administrator หรือ Global Administrator ครับ และต้องการ Azure AD Premium P2 License ครับ ซึ่งถ้ามีครบเรียบร้อยแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อมาคือ การรวบรวบข้อมูลและความต้องการ เพื่อนำเอามาใช้สำหรับการวางแผนและออกแบบในเรื่องของการจัดการและควบคุมการเข้าถึง Azure AD, Azure Resources ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละองค์กรก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปครับ จากนั้นก็ทำการ Deploy Azure AD PIM ครับ
สำหรับในส่วนของ RBAC Roles ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Azure AD PIM ได้มีดังนี้ครับ
Azure AD Roles เป็น Roles ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการ Azure Active Directory
Azure Roles เป็น Roles ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและจัดการ Azure Resources ต่างๆ
รายละเอียดเกี่ยวกับ Azure AD RBAC Built-In Roles สามารถดูได้จาก Link นี้ครับ
Azure AD built-in roles - Azure Active Directory | Microsoft Docs
รายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Azure AD PIM สามาถดูได้จาก Link นี้ครับ
Privileged Identity Management documentation | Microsoft Docs
และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ Azure Active Directory Privileged Identity Management (Azure AD PIM) ที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้รู้จักครับ และต้องบอกว่า Azure AD PIM เป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจและเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำ Identity Security ครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำตัญมากสำหรับทุกองค์กรที่นำเอา Cloud Technology เข้าไปประยุกต์ใช้งาน สิ่งหนึ่งที่องค์กรจะต้องทำการวางแผนและเตรียมความพร้อมนั่นก็คือ เรื่องของการจัดการ Identity (Identity and Access Management) ครับ เพราะผู้ใช้งานในองค์กรมีความต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูลหรือ Resources ต่างๆ ที่อยู่ใน On-Premise และ Cloud คำถามคือ องค์กรดังกล่าวจะจัดการเรื่องของ Identity สำหรับประเด็นนี้อย่างไร จะใช้ Solution ใดเข้ามาจัดการเรื่องดังกล่าวนนี้ คำตอบคือ ใช้ Azure Active Directory หรือ Azure AD ที่ทาง Microsoft ได้เตรียมเอาไว้ใหักับลูกค้าของ Microsoft เรียบร้อยแล้วครับ อีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องพิจารณาควบคู่กันไปกับเรื่องของการจัดการ Identity นั่นก็คือ เรื่องของ Identity Security ครับ และตอนนี้ท่านผู้อ่านทราบแล้วว่าจะใช้อะไรเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกเยอะครับสำหรับเรื่องของ Identity Security เอาไว้ผมจะมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไปครับผม.....
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563
Azure Resource Mover
สวัสดีครับทุกท่าน เรากลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับเรื่องราวของ Microsoft Azure ครับ และสำหรับบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า "Azure Resource Mover" ครับ โดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจและมีประโยชน์มากครับ ก่อนที่จะมาทำความรู้จักกับ Azure Resource Mover ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติมซักนิดก่อนนะครับ เริ่มจากเราได้มีการสร้างและ Deploy Azure Services ต่างๆ ใช้งาน เช่น Azure Storage, Azure Virtual Network, Azure Virtual Machine, และอื่นๆ ใช้งานกันในองค์กรหรือในออฟฟิศ และมีความเป็นไปได้ว่าในเวลาต่อมา หลายๆ องค์กรหรือออฟฟิศมีความต้องการที่จะทำการย้าย Resources (Azure Services ต่างๆ ที่ได้มีการสร้างและใช้งานอยู่) จาก Resource Group หนึ่งไปอีก Resource Group หนึ่งซึ่งจะอยู่ใน Azure Subscription เดียวกันหรือคนละ Azure Subscription ก็ตาม ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีครับ เช่น ใช้ Azure Portal หรือ PowerShell เป็นต้นครับ แต่ถ้าผมมีความต้องการที่จะย้าย Resources ต่างๆ ข้าม Location หรือย้ายไปอีก Location หนึ่งล่ะครับ จะทำได้หรือไม่ คำตอบคือ สามารถทำได้ครับแต่ไม่ใช่ทำด้วยวิธีการง่ายๆ ครับ
แต่สำหรับวันนี้สามารถทำได้และไม่ยุ่งยากเหมือนก่อนครับ เพราะมี Azure Resource Mover ฟีเจอร์ใหม่มาช่วยแล้วครับ และด้วยความสามารถของฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ สามารถช่วยองค์กรหรือออฟฟิศที่มีความต้องการจะย้าย Resources ข้าม Locations ครับ ผมขออยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ต้องการย้าย Resources จาก Location หนึ่งไปอีก Location หนึ่งครับ
- องค์กรหรือบริษัทต้องการย้ายไปประเทศอื่น
- องค์กรต้องการย้าย Server (Azure Virtual Machine) ไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น สาขาต่างๆ
- องค์กรต้องการย้ายเพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับ (Regulation)
และจากสถานการณ์หรือตัวอย่างข้างต้น เป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดความต้องการในการย้าย Resources ต่างๆ ข้าม Location ครับ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ Azure Resource Mover จะเข้ามาช่วยได้ครับ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนี้จะช่วยลดความยุ่งยากสลับซับซ้อนสำหรับการย้าย Resources ซึ่งท่านผู้อ่านท่านใดมีประสบการณ์เคยทำการย้าย Resources ต่างๆ ใน Microsoft Azure มาก่อน จะทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ อย่างผมเคยมีประสบการณ์เข้าไปช่วยลูกค้าย้าย Resources ข้าม Azure Subscription ซึ่งแต่ก่อนนี้ต้องทำด้วย PowerShell อย่างเดียวครับ ไม่สามารถใช้ Azure Portal ได้ แต่เดี๋ยวนี้สามารถทำได้แล้วรวมถึงย้ายข้าม Location ด้วยครับ และในขณะที่ทำการย้าย Resources ที่อยู่ฝั่งต้นทาง (Source) จะยังคง Active อยู่จนกว่าการย้าย Resources ดังกล่าวมายังฝั่งปลายทาง (Target) เสร็จครับ และสุดท้ายก็จะทำการลบ Resources ต่างๆ ที่อยู่ต้นทาง (Source) ก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการย้ายครับผม
เอาล่ะครับผมจะพาทุกท่านมาดูวิธีการย้าย Resources ต่างๆ โดยใช้ Azure Resource Mover กันครับ เริ่มจากผมมี Resource Group ชื่อว่า SourceRG ซึ่งมี Resources ต่าง ๆ ดังรูปครับ
และมีอีก Resource Group อีก Resource Group หนึ่งชื่อ TargetRG ซึ่งอยู่คนละ Location หรือ Region กับ SourceRG ครับ จากนั้นผมจะลองทำการเลือก Resources ต่างๆ เพื่อทำการย้าย ดังรูปครับ
จากรูปด้านบนผมได้ทำการเลือก Resources ในที่นี้คือ Azure Virtual Machine ครับ จากนั้นเลือก Move จากนั้นเลือก Move to another region จากนั้นจะเข้ามาที่หน้าจอตามรูปด้านล่างครับ
จากนั้นให้คลิ๊ก Next ครับ ด้งรูปครับ
คลิ๊ก Checkbox แล้วคลิ๊ก Proceed ดังรูปครับ
จากนั้นรอซักครู่ครับ
จากนั้นไปที่ Azure Resource Mover ดังรูปครับ
จากนั้นให้คลิ๊กที่ Across Regions เพื่อให้ Azure Resource Mover ทำการตรวจสอบเรื่องของ Dependencies (Validate Dependencies) ของ Resources (Azure Virtual Machine) ดังกล่าวว่ามี Resources อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งถ้ามี เราจะต้องทำการ Add Dependencies ที่เกี่ยวข้องเข้าไป ดังรูป
จากนั้นรอซักครู่ Azure Resource Mover ก็จะทำการ Add Dependency Resources ดังกล่าวเข้ามา ดังรูปครับ
จากนั้นทำการเลือก Resources ต่างๆ ที่ต้องการย้าย จากนั้นผมจะเริ่มทำการย้าย โดยการคลิ๊ก Initiate Move ใน Azure Resource Mover ครับ

















































