วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

รู้จักกับ Microsoft Azure (IaaS) Part 1

     สวัสดีครับทุกท่านสำหรับบทความของผมตอนนี้จะเป็นเรื่องราวของ Introduction To Microsoft Azure (IaaS) โดยผมจะอธิบายตั้งแต่คอนเซปของ Cloud ที่มาที่ไปต่างๆ จนมาถึงตัวของ Microsoft Azure ครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มกันเลยครับผม


บทที่ 1:  ทำความรู้จักกับ Cloud Computing

ก่อนที่จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Microsoft Azure   ผมอยากจะอธิบายเรื่องราวและที่มาที่ไปของ Cloud รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ที่สำคัญเพื่อเป็นการวางพื้นฐานความรู้และความเข้าใจให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเสียก่อนครับ  ณ ปัจจุบันนี้หลายๆ องค์กรเริ่มให้ความสนใจ, วางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการปรับปรุงพัฒนาระบบไอทีที่มีอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ให้รองรับกับเทคโนโลยี Cloud Computing   โดยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาองค์กรได้นำเอาเทคโนโลยี Virtualization เข้ามาใช้งานใน Datacenter โดยนำเอาแนวคิดการยุบเครื่อง Physical ที่เป็นเซิรฟเวอร์มาเป็น Virtual Machines เพื่อช่วยองค์กรให้สามารถใช้ทรัพยากรของระบบ (ซีพียู, แรม, ดิสก์ และอื่นๆ ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการบริหาร, จัดการและตลอดจนการดูแลรักษา  และจากยุคของ Virtualization ได้ไม่นานก็เข้าสู่ยุคของ Cloud Computing ซึ่งมีแนวคิดหลักในการบริหารและจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับกับความต้องการทางธุรกิจได้อย่างทันเวลา  ดังนั้นเรื่องราวของ Cloud จึงเป็นเริ่มเป็นสิ่งที่หลายๆ องค์กรเริ่มหาข้อมูลศึกษากันอย่างจริงจัง เพื่อที่จะวางแผนที่จะนำเอาแนวคิดและเทคโนโลยี Cloud เข้ามาปรับเปลี่ยนและพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีความทันสมัยและมีความยืดหยุ่นในการบริหารและจัดการ และสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรวมถึงความต้องการทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

Cloud Computing คืออะไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า “Cloud Computing” กันก่อนครับ  มันคือแนวคิดในการรวบรวมเอา Computing Resources และ Services  (ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเซิรฟเวอร์, เน็คเวิรค์, สตอเรจ, เว็ปเซิรฟเวอร์, ดาต้าเบส และอื่นๆ อีกมากมาย) มาอยู่ในที่เดียวกันหรือใน Pool เพื่อทำการบริหารและจัดการโดยผู้ให้บริการ (Cloud Service Vendors) และถูกใช้หรือใช้บริการโดยผู้ใช้บริการ (Tenants)  และให้บริการผ่านทางอินเตอร์เนต
จากคำนิยามข้างต้น ต้องบอกว่าอันที่จริงแล้วคำนิยามของ Cloud Computing นั้นมีอยู่มากมายครับ  แต่สำหรับผมแล้วผมได้พยายามเรียบเรียงให้ท่านผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายว่า Cloud Computing คือ  รูปแบบหรือแนวคิดของการนำเอาทรัพยากรหรือ Computing Resources ต่างๆ ที่มีอยู่มาเป็น Shared Pool หรือนำมารวมกันเพื่อรองรับกับความต้องการและให้บริการได้ทันที (On-Demand) โดยที่ผู้ให้บริการ (Cloud Service Providers หรือ Vendors) สามารถบริหารและจัดการได้อย่างรวดเร็ว  สำหรับ Computing Resources ที่ผมกล่าวถึงคือ Servers, Storages, Networks, Applications และ Services ต่างๆ ครับ  จากเดิมที่ทรัพยากรหรือ Computing Resources
เหล่านี้จะมาจากการที่องค์กรได้ซื้อมาเมื่อมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น และจะมาเป็นระยะๆ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการนั้นๆ  ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ใน Datacenter ขององค์กรนั้นมีจำนวนของ Servers, Storages, Networks มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายๆ อย่างเช่น  การใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ, ทำให้การบริหารจัดการและดูแลทำได้ยากและก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น เนื่องจากมีหลายหลายยี่ห้อของ Computing Resources และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายครับ  แต่ด้วยแนวคิดของ Cloud เป็นการนำเอา Computing Resources ทั้งหมดมา Pool รวมกันและวางแผนสำหรับการรองรับกับความต้องการของธุรกิจ  โดยที่ไม่ใช่เป็นการซื้อ Computing Resources เหล่านี้มาทุกครั้งเมื่อมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้น  ดังนั้นทำให้การบริหารจัดการต่างๆ  ขององค์กรมีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยองค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วยครับ หลังจากที่รู้จักกับ Cloud แล้ว


คุณลักษณะที่สำคัญของ Cloud Computing (Cloud Essential Characteristics)

เรื่องต่อมาที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทราบคือ Cloud Essential Characteristics หรือคุณลักษณะของ Cloud ซึ่งถูกกำหนดโดย NIST ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ดูแลและจัดการเรื่องของ Cloud Computing โดย NIST ได้กำหนด Cloud Computing ของใครก็ตามจะต้องมีคุณลักษณะที่ผมจะอธิบายต่อจากนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็น Private, Public หรือ Hybrid Cloud ก็จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ครับ ซึ่งทาง NIST เป็นผู้กำหนดคุณสมบัติดังกล่าวสำหรับผู้ให้บริการ (Cloud Service Providers หรือ Vendors) ว่าจะต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ครับ
 
1. Resource Pooling/Multi-Tenancy
2. On-Demand & Self-Service
3. Rapid Elasticity
4. Measured Services
5. Broad Network Access
 
ผมขออนุญาตอธิบาย Essential Characteristics ของ Cloud เป็นข้อๆ ดังนี้ครับ  เริ่มด้วย Resource Pooling/Multi-Tenancy  นั้นคือการนำเอา Computing Resources ต่างๆ มารวมกันหรือ Pool กันเพื่อให้บริการลูกค้าหลายๆ ราย โดยไม่มีผลกระทบในเรื่องของประสิทธิภาพ, การขยาย และความปลอดภัย  ข้อต่อมาคือเรื่องของ On-demand & Self-Service  ผู้ใช้งานสามารถขอหรือใช้บริการได้ทันทีตามความต้องการด้วยตัวเอง เช่น ถ้าผู้ใช้งานต้องการ Virtual Machines เพื่อใช้งานแอพพิเคชั่นต่างๆ  สามารถใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอให้ผู้ดูแลมาจัดการให้ ซึ่งต้องใช้เวลา เป็นต้น 
 
 
หัวข้อต่อมาคือ Rapid Elasticity  คือ Cloud จะสามารถรองรับการร้องขอการใช้งาน Resources เพิ่มและลดได้ตามความต้องการ เช่น ผู้ใช้งานสามารถสร้างหรือร้องขอ Virtual Machine เพิ่มขึ้นมาและให้ทำงานแบบเดียวกับ Virtual Machine ที่ทำงานอยู่แล้วได้ทันที เพื่อรองรับโหลดของผู้ใช้งานที่เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาหนึ่งๆ   และสามารถลด Virtual Machine ดังกล่าวได้ทันทีเมื่อไม่ต้องการ  หัวข้อต่อมาคือ Measured Service เมื่อผู้ให้บริการได้ให้บริการ Computing Resources ต่างๆ  ให้กับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการแล้ว  จะต้องสามารถเก็บข้อมูลรายละเอียดของการใช้งาน Computing Resources ต่างๆ  ที่ลูกค้าแต่ละรายได้ใช้ไป เพื่อนำไปจัดทำเป็นรายงานและเก็บค่าบริการ (Charge Back)ต่อไป  และหัวข้อสุดท้ายคือ Broad Network Access คือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Cloud จากที่ใดก็ได้ครับ ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกต่อการใช้งานและบริการของ Cloud ครับ 
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น Cloud Services ของค่ายหรือบริษัทใดๆ ก็แล้วแต่จะต้องสามารถหรือมีคุณลักษณะตรงตามที่ NIST ได้กำหนดเอาไว้ครับ  เพราะจากที่ผ่านมามีลูกค้าถามว่า เราจะทราบได้อย่างไรว่าบริษัทที่มานำเสนอโซลูชั่นของ Cloud Services นั้นเป็น Cloud จริงหรือไม่ คำตอบคือ ต้องให้บริษัทนั้นอธิบายหรือแสดงเอกสารว่า Cloud Services ของเค้านั้นมีคุณลักษณะตาม NIST หรือตามที่ผมได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ครับผม และเรื่องต่อมาที่จำเป็นจะต้องทราบอีกคือเรื่องของ Cloud Services Model ครับ ซึ่งก็คือรูปแบบต่างๆ ของ Cloud ที่ให้บริการครับ  เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผมได้ยินแต่ว่า จะวางแผนและทำ Private, Public หรือ Hybrid Cloud บ้าง ทั้งที่ยังไม่รู้จัก Model หรือรูปแบบของการให้บริการของ Cloud Computing เลยครับ
รูปแบบการให้บริการ Cloud (Cloud Service Models)
เรื่องต่อไปคือ Cloud Computing Service Models คือ รูปแบบของการจัดการ Computing Resources ครับว่าจะมีรูปแบบในการบริหารและจัดการอย่างไร  ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน  3 แบบ คือ 
1. Infrastructure as a Service (IaaS)
2.Platform as a Service (PaaS)
3. Software as a Service (SaaS)
 
 
ผมขอเริ่มจาก On-Premises ส่วนที่อยู่ซ้ายสุดของรูปด้านบนครับ  ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าสี่เหลี่ยมต่างๆ ซึ่งแทนถึง Computing Resources เป็นสีฟ้าทั้งหมดนั่นหมายความว่าองค์กรของท่านผู้อ่านเป็นผู้ดูแลและจัดการเองทั้งหมดครับ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Servers (Hypervisor Servers), Storages, Networks, Virtual Machines, Applications และอื่นๆ ครับ รวมถึงการดูแลรักษาด้วยครับ  โดยระบบและส่วนประกอบทั้งหมดจะอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กรของท่านเอง ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ คือ เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่มี Virtualization เทคโนโลยี (Hyper-V, VMWare และอื่นๆ) ใช้งานอยู่และต้องการต่อยอดหรือปรับปรุงให้รองรับกับ Cloud ครับ ซึ่งเราสามารถเรียกว่าเป็นการ Deployment IaaS ที่เป็นแบบ Off-Premises มาดูรูปแบบการให้บริการ Cloud กันเลยครับ
 
1. Infrastructure as a Service (IaaS)
IaaS คือรูปแบบของ Cloud โดยที่ผู้ให้บริการ (Cloud Service Providers หรือ Vendors) ได้เตรียม Computing Resources หรือทรัพยากร ตลอดจนเซอร์วิสต่างๆ  หรือจะเรียกว่าเป็น Virtual Environment ให้กับผู้ใช้บริการ (Tenants) เพื่อสร้าง Infrastructure ของตัวเอง  จากนั้นผู้ใช้บริการสามารถสร้างและจัดการ Virtual Machines, Applications, Data และอื่นๆ ทั้งหมดเองครับ รวมถึงการดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็นการอัพเดท Patches ให้กับ Virtual Machines และการเก็บข้อมูล  หรืออธิบายง่ายๆ คือ เราแค่จ่ายตังค์ค่าเช่า Computing Resources เพื่อเอาไปสร้าง Infrastructure และทำการสร้าง Virtual Machines, Storages, Networks  และอื่นๆ ของเราหรือขององค์กร ซึ่งเราเรียกคอนเซปการ Deployment ที่ผมอธิบายนี้ว่าเป็น IaaS ที่เป็นแบบ On-Premises ครับ  ตัวอย่างของผู้ให้บริการ IaaS คือ Microsoft Azure และ Amazon’s Elastic Computing (EC2) ครับ
 
2.  Platform as a Service (PaaS)
PaaS คือรูปแบบของ Cloud Service Model โดยที่ผู้ให้บริการ (Cloud Service Providers หรือ Vendors) ได้เตรียม Computing Resources และ Environment หรือสภาพแวดล้อมต่างๆ เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว นั่นรวมถึง Virtual Machines, OS, Platform สำหรับการพัฒนาแอพพิเคชั่นตลอดจนการดูแลรักษาครับ ส่วนผู้ใช้งานรับผิดชอบเรื่องเดียวเลยคือ การเขียนหรือพัฒนาแอพพิเคชั่นและข้อมูลเท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นรูปแบบของ Cloud Service Model นี้จึงเหมาะกับนักพัฒนาแอพพิเคชั่นครับ เพราะทางผู้ให้บริการได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสำหรับการพัฒนาแล้ว ตัวอย่างของผู้ให้บริการ Pass คือ Microsoft Azure, Google AppEngine เป็นต้น ครับ
 
3.  Software as a Service (SaaS)
SaaS คือรูปแบบของ Cloud Service Model โดยที่ผู้ให้บริการ (Cloud Service Providers หรือ Vendors) ได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้ผู้ใช้บริการหมดแล้วครับ ผู้ใช้บริการมีหน้าที่เพียงแค่เข้าใช้งานและกำหนดการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และกำหนดว่าจะให้ใครเข้าใช้งานบ้าง แค่นั้นครับ   SaaS ปัจจุบันที่ตอนนี้มีให้บริการแล้ว เช่น Office 365, Microsoft Intune, OneDrive และอื่นๆ เป็นไงบ้างครับ ท่านผู้อ่านพอจะคุ้นๆ หรือเคยได้ยินกันบ้างมั๊ยครับ
 
 
รูปแบบการนำเอา Cloud ไปใช้งาน (Cloud Deployment Models)
เอาล่ะครับเมื่อท่านผู้อ่านได้รู้จักและเข้าใจเรื่องของ Cloud กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Characteristics และ Model แล้ว เรื่องต่อมาที่ผมจะนำเสนอต่อมาก็คือ Cloud Deployments Model ครับ  โดยมีหลากหลายรูปแบบครับ แต่ที่นิยมใช้กันจะมีอยู่ 3 แบบครับ คือ
1. Private Cloud
2. Public Cloud
3. Hybrid Cloud
เริ่มที่รูปแบบที่ได้รับความสนใจและนิยมมากที่สุดรูปแบบหนึ่งครับ Private Cloud คือ การที่นำเอา Computing Resources นั้นมา Pool กัน (Resource Pooling ตามคุณลักษณะของ Cloud Computing ที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้) และให้บริการกับผู้ใช้งานนั้นๆ ในองค์กร นั่นหมายความว่า นั่นคือ Private Cloud ขององค์กรนั้นๆ 
 
 
และในปัจจุบันเริ่มมีหลายๆ องค์กรในบ้านเราได้ทำการพัฒนาปรับปรุงระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ ให้มาเป็น Private Cloud แล้วครับ และมีอีกหลายๆ องค์กรที่กำลังเตรียมพร้อมและวางแผนที่จะมาใช้ Private Cloud ครับ มีสิ่งหนึ่งที่ท่านผู้อ่านจะต้องทราบก่อนที่จะปรับเปลี่ยนระบบมาเป็น Private Cloud นั้น สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ ปรับเปลี่ยนระบบจากที่ทำงานอยู่ใน Physical Servers มาเป็น Virtual Machines หรือเรียกว่า Server Virtualization เสียก่อนนะครับ จะทำก่อนหรือจะทำไปพร้อมๆ กับตอนที่วางแผนและทำ Private Cloud ก็ได้ครับ  สำหรับการทำ Server Virtualization ก็คือการย้ายระบบที่รันหรือทำงานอยู่ใน Physical Servers มาทำงานบน Virtual Machines แทน โดยสามารถใช้งาน Hyper-V ซึ่งเป็น Role หนึ่งที่อยู่ใน Windows Sever 2012 หรือ Windows Server 2012 R2
  ครับ สำหรับส่วนที่เป็น Private Cloud นั้นคือส่วนของการ Deployment ในส่วนของการบริหารและจัดการ Data Center ที่ได้ย้ายจาก Physical มาเป็น Virtualization แล้ว ซึ่งความสามารถในการบริหารและจัดการนั้นเป็นไปตาม Characteristics ที่ผมได้อธิบายไว้ตอนต้นครับ  ในส่วนนี้ท่านผู้อ่านสามารถใช้ชุด System Center 2012 R2 ได้เลยครับ  เพราะฉะนั้นท่านผู้อ่านจะต้องทำการบริหารจัดการและดูแล Computing Resources ทั้งหมดเองครับ  ซึ่งเรียกว่า Private Cloud แบบ On-Premises (ดูรายละเอียดจากข้างต้นครับ)  ในทางกลับกันถ้าหากท่านผู้อ่านไม่อยากจะดูแล Computing Resources เองหรือมีงบประมาณจำกัด ก็สามารถเช่าได้จากผู้ให้บริการ (Cloud Provider) เช่น Microsoft Azure, Amazon EC2  ได้ครับ ซึ่งเราเรียกว่า Private Cloud แบบ Off-Premise ครับ
Public Cloud คือ รูปแบบการ Deployment ของการให้บริการ Computing Resources โดยที่ผู้ให้บริการ (Cloud Providers) ได้เตรียมไว้ให้กับผู้ใช้บริการหลายๆ รายครับ เช่น Microsoft Azure เป็นต้น  Hybrid Cloud คือ รูปแบบของการ Deployment ที่เกิดจากการรวมกันของ Private และ Public Clouds เพื่อให้องค์กรสามารถให้ผู้ใช้งานเข้าถึงหรือใช้บริการแอพพิเคชั่นหรือ Services ต่างๆ จาก Clouds โดยใช้ Single-Sign-On (SSO) เช่น ผู้ใช้งานสามารถใช้ User Name และ Password เดียวเข้าถึงข้อมูลหรือ Services ต่างๆ ทั้งที่อยู่ใน Private Cloud และ Cloud Services อื่นๆ เช่น Office 365 เป็นต้น
โปรดติดตาม Part 2 เร็วๆ นี้ครับผม.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ปกป้องข้อมูลด้วย BitLocker และ MBAM ตอนที่ 1

    
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ถ้าหากพูดถึงข้อมูลแล้ว ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่หลายๆ องค์กรหรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานเองพยายามปกป้องรักษาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  ดังนั้นหลายๆ องค์กรจึงพยายามเสาะหาโซลูชั่นหรือเครื่องไม้เครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยในการปกป้องข้อมูล เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่สำคัญรั่วไหลหรือตกไปอยู่ในมือของคนที่เราไม่ต้องการ  สิ่งที่ผมเกริ่นทั้งหมดนั้นผมกำลังพูดถึงการปกป้องข้อมูลเพือไม่ให้รั่วไหลไปถึงคนที่เราหรือองค์กรไม่พึงประสงค์จะให้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ครับ
เพราะฉะนั้นบทความนี้ผมกำลังหยิบยกเอาฟีเจอร์หนึ่งของ Windows มาเล่าสู่กันฟังครับ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านน่าจะเคยได้ยินหรือบางท่านอาจจะกำลังใช้อยู่ครับ  ฟีเจอร์ที่ว่านี้คือ “BitLocker” ครับโดยผมจะพาท่านผู้อ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ BitLocker กันครับว่ามีคอนเซปและรายละเอียดเป็นอย่างไรครับ  และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำความรู้จักกันเลยครับผม
 
BitLocker
BitLocker เป็นฟีเจอร์หนึ่งใน Windows ที่ช่วยในเรื่องของความปลอดภัย นั่นก็คือการเข้ารหัสข้อมูลครับ โดยฟีเจอร์ดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานในองค์กรไม่ให้รั่วไหลหรือไม่ตกในมือของผู้ที่ไม่หวังดี อีกทั้งยังปกป้องข้อมูลจากภัยคุกคามต่างๆ ด้วยครับ โดยทางไมโครซอฟท์ได้เตรียม BitLocker ไว้ให้ลูกค้าของไมโครซอฟท์ใช้งาน 2 แบบ คือ
1. BitLocker Drive Encryption (BDE)
2. BitLocker To Go
 
BitLocker Drive Encryption (BDE)
หรือจะเรียกว่า BitLocker เฉยๆ ก็ได้ครับ โดย BitLocker ที่ว่านี้จะช่วยท่านผู้อ่านในการเข้ารหัสข้อมูลที่เก็บอยู่ในพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มที่อยู่ใน Windows ครับ  โดยพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มดังกล่าวจะเป็นแบบ Fixed หรือ Removable ก้อได้ครับ และ BitLocker สามารถเข้ารหัสได้ทั้งพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มที่เก็บระบบปฏิบัติการ Windows หรือข้อมูลก้อได้ครับ ซึ่งจะทำงานร่วมกับ TPM (Trusted Platform Module) ชิฟ เพื่อเก็บ Encryption Key หรือจะเก็บไว้ในแฟรชไดรฟ์หรือเก็บไว้ใน Active Directory ครับ  และรูปด้านล่างคือการ Turn on BitLocker ครับ
 
 
ผมขอเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องที่จะสามารถใช้งาน BitLocker ได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ครับผม
- มี TPM ชิฟ เวอรชั่น 1.2 ขึ้นไป
- สามารถ Boot ผ่าน USB ได้
- พาร์ติชั่นหรือโวลุ่มต้องเป็น NTFS
หากในกรณีที่เครื่องของท่านผู้อ่านไม่มี TPM ชิปดังกล่าว ท่านผู้อ่านจะเห็นหน้าตาดังรูปด้านล่างครับผม
 
 
จากนั้นท่านผู้อ่านจะต้องไปกำหนดค่าต่างๆ ใน Group Policy โดยให้ท่านผู้อ่านเรียกเครื่องมือที่ชื่อว่า “Local Group Policy Editor” หรือ gpedit  จากนั้นให้ไปที่ Computer Configuration -> Administrative Templates -> Windows Components -> BitLocker Drive Encryption -> Operating System Drives  ดังรูปด้านล่างครับผม
 

จากนั้นให้ไปที่ Require additional authentication at startup ตามรูปด้านบน จากนั้นให้คลิ๊ก Enable และกำหนดเลือกเช็คบ๊อกซ์ Allow BitLocker without a compatible TPM (require a password or a startup key on USB flash drive) ดังรูปด้านล่างครับผม
ในกรณีที่เครื่องมี TPM ชิฟ ให้ท่านผู้อ่านทำการคลิ๊ก Turn on BitLocker จากนั้นจะให้ทำการใส่พลาสเวิรด์ ดังรูปด้านล่างครับ
 
จากนั้นท่านผู้อ่านจะต้องเลือกครับว่าจะเก็บ Recovery Key ไว้ที่ไหนครับ ผมแนะนำให้เลือก Save to a file เพื่อเก็บ Recovery File ดังกล่าวไว้ข้างนอก เช่นใน External Disk หรือจะทำแบบผมคือ ไปเก็บไว้ใน OneDrive เลยครับ  หรือท่านผู้อ่านจะเลือกเก็บไว้ในแฟลชไดรฟ์ก็ได้ครับผม
 

จากนั้นท่านผู้อ่านจะต้องเลือกครับว่าจะทำการเข้ารหัสด้วยออฟชั่นใด ดังรูปด้านล่างครับ โดยในกรณีถ้าเครื่องของท่านผู้อ่านเป็นเครื่องใหม่เลย ให้เลือกออฟชั่นแรกครับเพราะมันจะทำการเข้ารหัสได้เร็วครับ แต่สำหรับในกรณีที่เป็นเครื่องที่ใช้งานกันอยู่แล้วให้เลือกออฟชั่นที่สองครับผม
สำหรับในกรณีที่เครื่องของท่านผู้อ่านเป็น Windows 10 ที่มี Build Updates หลังเดือนพฤศจิกายน จะมีออฟชั่นของ Disk Encryption Mode (XTS-AES) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้ารหัสครับ เพราะฉะนั้นถ้าเครื่องของท่านผู้อ่านเป็น Windows 10 และมี Build Updates ดังกล่าวให้เลือกออฟชั่นนี้ครับผม
จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่การเข้ารหัสครับ
ให้ท่านผู้อ่านคลิ๊ก Continue ครับ ซึ่งก็จะใช้เวลาพอสมควรครับ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับพาร์ติชั่นหรือโวลุ่มว่ามีข้อมูลมากหรือน้อยเพียงไรครับผมและทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ BitLocker แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปครับผม…..
 
 
 

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักกับ Azure AD Join ใน Windows 10

    
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านในบทความนี้ผมอยากจะหยิบเอาอีก Feature หนึ่งที่น่าสนใจมานำเสนอในรายละเอียดให้กับท่านผู้อ่านได้รู้จักกันครับ  โดยส่วนตัวผมรู้สึกตื่นเต้นและอยากใช้ Feature นี้มากครับ เพราะมันจะทำให้เรื่องของการจัดการ Identity สำหรับการใช้งาน Cloud รวมถึง On-Premise มีความสะดวกและยืดหยุ่นมากขึ้นครับ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเรามาทำความรู้จักกับ Feature นี้กันเลยครับผม 

ในช่วงที่ผ่านมา
Microsoft ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงในเรื่องของการ Identity (Identity Management) มาตลอดเพื่อทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ขององค์กรได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างใน Windows 8/8.1 เราสามารถใช้ Microsoft Account แทน Local User Account ในการ Log on เข้าไปยังเครื่องที่ติดตั้ง Windows 8/8.1  ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น  แต่ถ้าเครื่องหรือ Devices เหล่านี้ต้องการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ใน Domain เราจะต้องนำเครื่องหรือ Devices เหล่านั้นมาทำการ Join เข้า Active Directory Domain ซึ่งใน Windows 10 ก้อยังคงต้องทำแบบนี้อยู่ครับ  โดยเครี่องหรือ Devices ที่จะทำการ Join เข้า Domain ได้นั้นเราจะต้องเตรียมเรื่องการเชื่อมต่อและ Network เพื่อให้เครื่องหรือ Devices เหล่านั้นสามารถติดต่อกับ Active Directory ให้ได้เสียก่อน

ประกอบกับในช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้งาน Cloud Services (SaaS) กันมากขึ้นเรื่อยๆ ในองค์กร มีการใช้งาน Cloud Applications ต่างๆ เช่น Office 365, Microsoft Intune, Sales Forces และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นจึงเกิดความต้องการที่จะจัดการเรื่องของ Identity สำหรับองค์กรเหล่านี้ที่จะใช้ Cloud Services หรือ Applications ด้วยความต้องการนี้เองจึงก่อให้เกิดการทำ Hybrid Identity ซึ่งเป็นกระบวนการของการเชื่อมต่อและซิงค์โครไนท์ User Accounts จาก On-Premise (เช่น Active Directory) ไปเก็บไว้ใน Cloud เช่น ถ้าเป็นของ Microsoft ก้อคือ "Azure Active Directory" ครับ  เมื่อจัดการทำเรื่องของ Hybrid Identity เรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้งานสามารถที่จะทำการ Log on จากเครื่องหรือ Devices ที่ Joined เข้า Domain เข้าถึงข้อมูลและ Applications ต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ On-Premise หรือบน Cloud ได้เลย ซึ่งเราเรียกว่าเป็นการ Single Sign-On (SSO) ครับ แต่ปัญหานึงที่ยังคงอยู่คือเรื่องของการ Join เครื่องเข้า Domain อย่างที่ผมได้อธิบายไว้ในตอนต้นครับ จะทำอย่างไรที่จะทำให้การเข้าไปใช้งาน Cloud  Applications ต่างๆ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ใน On-Premise Active Directory ให้มีความสะดวกและหยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน วันนี้มีคำตอบครับ นั้นก้อคือ ถ้าเราใช้ Windows 10 Devices จะมาพร้อมกับ Feature หนึ่งที่สามารถมาจัดเรื่องของ Identity เพื่อเข้าไปใช้งานข้อมูลและ Applications ต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้นครับ



การกำหนดค่าใน Azure AD Join 

โดยฟีเจอร์นี้ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อหรือ Join โดยตรงกับ Azure Active Directory ได้เลยครับ ทำให้ผู้ใช้งานที่ใช้ Windows 10 Devices สามารถทำการ Log on โดยใช้ Account ที่อยู่ใน Azure Active Directory เพื่อทำการเข้าไปใช้งานบริการต่างๆ รวมถึงทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ใน Azure Active Directory, Active Directory (On-Premise) รวมถึง Office 365 ได้ด้วยครับ และที่สำคัญคือ เราไม่ต้องทำการ Join เครื่องหรือ Devices นั้นเข้ากับ Active Directory Domain ครับ  คราวนี้มาดูกันล่ะครับว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะใช้งานฟีเจอร์ Azure AD Join กันครับ

โดยให้ท่านผู้อ่านไปที่ Microsoft Azure ก่อนนะครับ โดยให้ไปที่ Azure Active Directory ที่เราต้องการทำการ Join Windows 10 โดยใข้ Azure AD Join  ดังรูป เพื่อทำการ Enable ค่า Settings ดังรูปด้านล่างครับผม




จากให้ท่านผู้อ่านไปที่ System ดังรูปด้านล่างครับ



แล้วคลิ๊กที่ About   ดังรูปด้านล่างครับ


 

จากนั้นให้ท่านผู้อ่านคลิ๊กที่ Join Azure AD ครับ จากนั้นให้คลิ๊ก Next  แล้วคลิ๊ก Continue ดังรูปด้านล่างครับ


 
จากนั้นให้ท่านผู้อ่านทำการใส่ Username และ Password เพื่อทำการ Sign in  ดังรูปด้านล่างครับผม


หลังจากนั้นจะปรากฏหน้าจอดังรูปด้านล่างครับผม

 
 
ให้ท่านผู้อ่านทำการคลิ๊ก Join ครับผม จากนั้นให้รอสักครู่ครับ ถ้าทุกอย่างถูกต้องไม่มีปัญหาอะไร ท่านผู้อ่านจะเห็นหน้าจอตามรูปด้านล่าง ที่แจ้งว่าเสร็จสมบูรณ์แล้วครับผม

และทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการนำเอา Windows 10 Devices มาทำการ Join เข้าสู่ Azure Active Directory ครับ จากนั้นผู้ใช้งาน Windows 10 เครื่องนี้ก็จะสามารถเข้าไปใช้งาน Cloud Applications (SaaS) ต่างๆ ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ที่อยู่ใน On-Premise Active Directory ตามที่ผมได้อธิบายไว้ตอนต้นครับผม  และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของฟีเจอร์ Azure AD Join ที่มาพร้อมกับ Windows 10 ครับ ต้องบอกว่าเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ฟีเจอร์หนึ่งครับ โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์กับองค์กรอย่างแน่นอนครับผม.....